Tag: Business

  • 25 เรื่องต้องรู้ของ “คุณทอย กษิดิศ” เมื่อการพัฒนาตนเองนำไปสู่จุดเปลี่ยนชีวิต

    25 เรื่องต้องรู้ของ “คุณทอย กษิดิศ” เมื่อการพัฒนาตนเองนำไปสู่จุดเปลี่ยนชีวิต

    สวัสดีคุณผู้อ่านที่รัก วันนี้ Cindy สรุป Podcast เกี่ยวกับจุดเปลี่ยนด้านการศึกษา การพัฒนาตนเอง การหารายได้จากงานเขียน และ ปรัชญาชีวิตของคุณทอย กษิดิศ เพจ DataRockie มาฝากค่ะ

    1. จุดเปลี่ยนด้านการศึกษา
    2. พัฒนาตัวเองฉบับคุณทอย
    3. หารายได้จากงานเขียน
    4. ปรัชญาชีวิต

    จุดเปลี่ยนด้านการศึกษา

    ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning Skill)
    ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning Skill)
    • ตอนที่คุณทอยไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ระบบการศึกษาที่นั่นสอนให้เรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่รออาจารย์มาป้อนความรู้ให้ จึงทำให้คุณทอยได้ Self-Learning Skill ติดตัวมาด้วย
    • เราสามารถเรียนรู้ได้ตามความสนใจของตนเอง และความรู้เปรียบเสมือนพลังของดอกเบี้ยทบต้นที่ให้ผลตอบแทนจำนวนมาก พอเรียนไปเรื่อยๆ คลังความรู้จะเยอะขึ้นๆ ทำให้เรียนเรื่องใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย

    ทุกที่ คือ “โรงเรียน” 🏫

    พัฒนาตัวเองฉบับคุณทอย

    คุณทอยเลือกที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อมาพัฒนาตัวเอง
    คุณทอยเลือกที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อมาพัฒนาตัวเอง
    • แนวทางการพัฒนาตนเอง คือ การตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชีวิตอยากได้อะไร?”
    • เมื่อมี “เป้าหมายชีวิต” อย่าลืมพัฒนาทักษะที่จำเป็น ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องพยายามทำตัวเองให้พร้อมรับโอกาสดีๆ ที่เข้ามา
    • ถ้าทุกเช้าที่ตื่นมาแล้วได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นเป้าหมายชีวิตตัวเอง ความรู้สึก Burn Out จะไม่เกิด (แต่ถ้าทำงานประจำ ทำแบบไม่มีเป้าหมายอะไรเลย ก็อาจ Burn Out ได้ง่ายๆ)
    • คุณทอยเลือกจะทำธุรกิจตัวคนเดียว (One Person Business) แบบยั่งยืน ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ (Better Not Bigger)
    • “การเติบโต” (Growth) กับ “ความสบาย” (Comfort) มักจะไม่อยู่คู่กัน
    • ทุกอย่างมี “ราคา” ที่ต้องจ่าย เช่น ถ้าเอาเวลามาอ่านหนังสือก็จะมีเวลาไปทำสิ่งอื่นน้อยลง คุณทอยแนะนำให้เลือกทำสิ่งที่ยากแล้วชีวิตจะมีความหมาย
    • คุณทอยเลือกตื่นตี 4 (ช่วงเช้า – สมองตื่นตัวพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ) มาอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง เพราะมองว่าแม้จะน่าเบื่อแต่ก็เจ็บปวดน้อยกว่าการไม่มีงานทำแน่นอน
    • การเลือกหนังสืออ่าน ให้เลือกเล่มที่มีประโยชน์กับตัวเราจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเลือกตาม List ที่สังคมแนะนำเพราะแต่ละคนมีบริบทชีวิตที่ไม่เหมือนกัน!
    • “Focus” เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน เพื่อให้จดจ่อกับงาน/สิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้เต็มที่ ไม่วอกแวก
    • อนาคตในยุค AI ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร (แต่มั่นใจว่าต้องเก่งขึ้นแน่ๆ) และถ้ามนุษย์จะต้องถูก AI แทนที่จริงๆ ขอให้ตัวเราถูกแทนที่เป็นลำดับท้ายๆ
    • เมื่ออนาคตไม่แน่นอน การมีรายได้หลายทางคือคำตอบ เพราะช่วยกระจายความเสี่ยง ดังนั้น คุณทอยเชื่อว่า คนทั่วไป 99% การเก่งกว้าง (Generalist) คือคำตอบ …ให้ตัวเราเองดีขึ้นเรื่อยๆ

    หารายได้จากงานเขียน

    "อ่าน-เขียน-ลงมือทำ" - Dan Koe
    “อ่าน – เขียน – ลงมือทำ” โดย Dan Koe
    • การเขียนเป็นการเอาไอเดียในสมองที่ฟุ้งกระจายอยู่กลั่นออกมาเป็นตัวอักษร และสำหรับใครก็ตามที่ใช้ AI ผิดวิธี สมองจะไม่ได้ฝึกคิด!
    • การใช้ AI ช่วยสรุปหนังสือทั้งเล่มภายในไม่กี่นาที (เนื้อหาจริงหายไปเยอะมาก!) สิ่งนี้จะทำให้เรากลายเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรเร็วๆ…แต่เอาจริงๆ หลายอย่างในชีวิตมันต้องอาศัยเวลา เร่งไม่ได้
    • Framework ของคุณทอยคือ “เรียน-เขียน-แชร์”
    • ให้เขียนแชร์ความรู้ที่มีประโยชน์กับผู้อ่าน ทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย เช่น คุณทอยเคยเขียนลง Facebook Page ส่วนตัวโดยอธิบายขั้นตอนทางสถิติให้ได้ผลลัพธ์ภายใน 5 ขั้นตอนเท่านั้น…สุดท้ายมีคนแชร์คอนเทนต์นัั้นเยอะมาก
    • เขียนแชร์ความรู้ด้วยจิตของการเป็น “ผู้ให้” แบ่งปันให้ผู้อื่น สุดท้ายจะได้สิ่งดีๆ กลับมา (คุณทอยพิสูจน์แล้ว!)
    • คอนเทนต์ที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น เช่น สังคมดีขึ้น การงานดีขึ้น การเงินดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น เป็นต้น
    • Dan Koe นักเขียนบทความที่สร้างธุรกิจด้วยตัวคนเดียว (One-Person Business) เคยบอกไว้ว่าหลักการสร้างสรรค์คอนเทนต์ คือ ถ้าไม่รู้ให้อ่าน ถ้าไม่เข้าใจให้เขียน ถ้าเขียนจนเข้าใจแล้วให้ลงมือทำ “อ่าน – เขียน – ลงมือทำ
    • การหารายได้จากการเขียน คือ เริ่มจากเขียนคอนเทนต์ที่มีคุณค่ากับผู้อ่าน หลังจากนั้นค่อยขาย Product ซึ่งคุณทอยเน้นเขียนคอนเทนต์ฟรี 99% และเลือกขาย Product เพียง 1% เท่านั้น
    • เช่น ถ้าเป็นเจ้าของร้านอาหาร ก็เริ่มจาก 99% เขียนคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ด้านอาหาร และ 1% เชิญชวนคนมากินที่ร้าน

    ปรัชญาชีวิต

    เราสามารถมีความสุขได้วันนี้เลย
    เราสามารถมีความสุขได้วันนี้เลย
    • อิสรภาพที่แท้จริง เกิดจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรอบ
    • ให้เลือกเส้นทางที่ยากแต่มีความหมาย ให้เลือกเส้นทางแห่งความดี แล้วชีวิตจะไม่มีวันแย่เลย
    • เราสามารถมีความสุขได้เลยวันนี้ ของนอกกายบางอย่าง (เช่น รถยนต์แพงๆ, เงินล้าน) ไม่จำเป็นเลย

    สุดท้ายนี้ Cindy ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณผู้อ่านจะได้รับประโยชน์และแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองค่ะ และถ้าอยากรับชมคลิปเต็มๆ สามารถฟังย้อนหลังได้เลยนะคะ (แนะนำค่ะ ดีมากๆ 👍)

  • เศรษฐกิจไม่ดี…จะหารายได้เพิ่มโดยไม่ลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

    เศรษฐกิจไม่ดี…จะหารายได้เพิ่มโดยไม่ลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้เศรษฐกิจทั่วทั้งโลกชะลอตัวรวมถึงประเทศไทยด้วยค่ะ

    Cindy 🐰 เลยหยิบเอาสรุปคอร์สเรียนชื่อ “วิธีหารายได้เพิ่ม โดยไม่ลงทุนซักกะบาท” ของคุณพลอย อนัญญา (Anunyapalearn) มาฝากค่ะ

    1. โมเดลธุรกิจแบบไม่ใช้เงินลงทุน
      1. ฟรีแลนซ์ (Freelancer)
      2. ผู้สอน (Educator)
      3. นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)
      4. ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)
      5. นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)
    2. เราเหมาะกับการหารายได้แบบไหน?
    3. ทำไมเราทำไม่ได้เท่าคนอื่น?

    โมเดลธุรกิจแบบไม่ใช้เงินลงทุน

    มีวิธีไหนบ้างที่จะหาเงินได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินทุนบ้าง? มาดูกันค่ะ!

    โมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน
    โมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน

    จากรูปจะเห็นว่า หากไม่ใช้เงินลงทุนแล้วต้องการจะหารายได้เพิ่มก็จะต้องใช้ 2 สิ่ง คือ เวลา และ สกิล (skill) ค่ะ

    ถ้าอยากเป็นนักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)?

    ก็ต้องใช้เวลาสร้างคอนเทนต์ และมีทักษะ (Skill) จำเป็นต่างๆ เช่น ทักษะการเล่าเรื่อง ทักษะการสื่อสาร รวมไปถึงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยค่ะ

    สำหรับโมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน มีหลักๆ 5 แบบ คือ

    1. ฟรีแลนซ์ (Freelancer)
    2. ผู้สอน (Educator)
    3. นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)
    4. ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)
    5. นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)

    ฟรีแลนซ์ (Freelancer)

    Freelancer
    Freelancer

    ให้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เรามี Skill อะไรที่ลอกเลียนแบบได้ยากหรือมีความรู้มากกว่าคนอื่น? (และมีคนจ้างทำงาน)

    ข้อสังเกต
    งานที่ได้เงินเยอะๆ มักเป็นงานที่ Copy ได้ยากหรือต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทักษะนั้น

    เช่น พนักงานกรอกเอกสาร = ง่าย (มีเวลาก็ทำได้) = ได้เงินไม่เยอะ

    ในขณะที่…โปรแกรมเมอร์เฉพาะทางด้าน AI = ยาก = ได้เงินเยอะ

    แม้งานนั้นจะมีคนรับทำอยู่แล้ว แต่ผลงานยังไม่น่าพอใจ (รู้สึกว่า…เราทำได้ดีกว่านี้อีกนะ!) ลูกค้าควรจะจ้างเรา ก็สามารถรับทำงานนั้นได้ค่ะ

    นอกจากนี้ เรายังสามารถสร้างบริการแปลกๆ ตามความสนใจได้เลย

    เช่น Personal Shopper บริการปรับลุค แปลงโฉมให้ลูกค้าดูดี ซึ่งเจ้าของธุรกิจเริ่มทำสิ่งนี้จากแค่ความชอบการช้อปปิ้ง ชอบการแต่งตัวให้ดูดีของตนเอง

    หนึ่งในปัญหาของชาวฟรีแลนซ์ คือ จะหาลูกค้ายังไง?

    สิ่งแรกเลยคือให้ลิสต์บุคคลที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าออกมาก่อน…มีกลุ่มไหนบ้างนะ?

    แล้วทักแชทไปหาโดยเสนอทำฟรีให้ระยะเวลาสั้นๆ (1-2 เดือน) เพื่อเก็บ Profile ว่าเราสามารถทำได้จริงๆ หรือจะทำเป็น Package เสนอขายก็ได้!

    Tips

    • ลูกค้าแต่ละกลุ่ม Package ที่เสนอขายก็ไม่ควรเหมือนกันนะ!
    • การเขียน Package เสนอขาย ให้คิดในมุมลูกค้าเยอะๆ ด้วยว่า เขาต้องการ service อะไรจากเรา?
    • Platform หางานฟรีแลนซ์ เช่น Fastwork, Fiverr, FB Group

    แม้ฟรีแลนซ์จะมีข้อดีเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่ถ้าไม่ทำงานก็จะไม่มีรายได้เช่นกัน

    ผู้สอน (Educator)

    Educator
    Educator

    Educator สามารถสอนได้ทั้งเรื่องที่เป็นเชิงวิชาการและไม่ใช่วิชาการ…เอาจริงๆ คือ ทุกอย่างสอนได้หมด แม้แต่สอนจีบสาว!

    รูปแบบการสอนมีทั้งแบบติดแคปเวลาและไม่ติดแคปเวลา

    • ติดแคปเวลา เช่น รับสอนพิเศษรายชั่วโมง – ขึ้นกับเวลาว่างของผู้สอนและผู้เรียน
    • ไม่ติดแคปเวลา เช่น คอร์สเรียนออนไลน์, E-book, Subscription – ผู้สอนลงทุนสร้างครั้งเดียวแล้วสามารถขายได้ตลอดไป (แคปรายได้ก็มีโอกาสมากกว่าด้วย เพราะสามารถ Scalability ได้)

    บางคนอาจกำลังคิดอยู่ในใจว่า…แล้วถ้ายังไม่เก่งอะไรเลย จะทำยังไง?

    ก็…อาจต้องเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจากคนที่เก่งกว่าหลายๆ คน พอได้มีเวลาหมกมุ่นกับเรื่องๆ นั้นมากพอ เราก็จะเก่งขึ้นเองค่ะ 😃

    สำหรับสาย Educator จำเป็นที่ผู้สอนจะต้องพิสูจน์ (Proof) ตัวเองก่อนเสมอถึงจะเริ่มมีลูกค้าได้ เพราะเราคงไม่จ้าง Trainer ที่หุ่นไม่ดีมาสอนลดน้ำหนักใช่มั้ยคะ?

    เมื่อทำสำเร็จให้ถ่ายทอดความรู้นั้นให้ลูกศิษย์ต่อไปเรื่อยๆ จนมีการนำไปบอกต่อ (แปลว่า คนสอนสอนดีค่ะ…เย้!)

    นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)

    Affiliator
    Affiliator

    หนึ่งในทักษะที่สำคัญสำหรับนายหน้าออนไลน์หรือผู้ที่ช่วยโปรโมตสินค้า/บริการคนอื่น คือ “ทักษะการขาย” โดยข้อดีของอาชีพนี้คือไม่ต้องสต็อกสินค้าค่ะ

    ผู้เป็นนายหน้าออนไลน์สามารถนำสินค้าจากแพลตฟอร์ม e-commerce เช่น Shopee Lazada TikTok มาโปรโมตและจะมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นตามที่ตกลงกันไว้

    รูปแบบการโปรโมตเป็นได้ทั้งแบบคลิปวีดีโอ ไลฟ์สด สตอรี่ เขียนบล็อค

    ส่วนโปรแกรมที่นิยมใช้ทำวีดีโอหรือตกแต่งรูปภาพ คือ Capcut (แนะนำค่ะ)

    อะไรคือสิ่งที่เราควรขาย?

    1. ของที่มี/ใช้เอง – ทำให้การโปรโมตดูน่าเชื่อถือมากขึ้นเพราะเราใช้สินค้านั้นเองจริงๆ
    2. ของที่เชี่ยวชาญ – เป็นของใช้เฉพาะกลุ่ม เช่น คนเป็น Content creator ก็จะมีอุปกรณ์จำพวกกล้อง ขาตั้งกล้อง ไฟจัดแสง เป็นต้น
    3. ของที่กำลังเป็นเทรนด์ คนให้ความสนใจ – เช่น ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด อาจจะโปรโมตสินค้าพวกแมสปิดปาก แอลกอฮอล์เจล เป็นต้น

    สินค้าที่นายหน้าแต่ละคนขายได้มักเป็นสินค้าที่เขารู้สึกอินกับมัน ชอบสินค้านั้นมากๆ และเชื่อว่ามันดีจริงๆ ค่ะ 😃

    “One thing at a time”

    สำหรับนายหน้ามือใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก ให้เลือกขายสินค้าเพียงชนิดเดียว (หรือหมวดหมู่เดียว) เพื่อให้ลูกค้ามีภาพจำได้ง่าย ไม่โดดไปขายหลายอย่างจนขาดความน่าเชื่อถือค่ะ

    ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)

    Digital Product
    Digital Product

    Digital product เป็นอะไรที่เหนื่อยทำแค่ครั้งเดียวแต่สามารถขายได้ตลอดไปและสามารถขายให้กับคนทั้งโลกได้เลยค่ะ

    ตัวอย่าง Digital product เช่น Online courses, eBooks, Digital art, Apps, Audiobooks เป็นต้น

    Amazon Merch on Demand ที่ให้คนทั่วไปสามารถออกแบบลวดลายของสินค้าแล้ววางขายบน Amazon ได้

    การขาย Checklist ของ Co-Working Space ในกรุงเทพฯ ที่สามารถไปนั่งทำงานก็จัดว่าอยู่ในหมวดสินค้าดิจิทัลเช่นกันค่ะ

    นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)

    Content Creator
    Content Creator

    หนึ่งในทักษะสำคัญของนักสร้างคอนเทนต์คือสื่อสารเก่ง มี Communication skill ดี

    • ทักษะ Input – การฟัง การอ่าน
    • ทักษะ Output – การพูด การเขียน

    รูปแบบของ Content มีได้หลายแบบ (เช่น วีดีโอ โพสต์ รูปภาพ) ผู้เป็น Content creator จะต้องเก่งทำคอนเทนต์อย่างน้อย 1 แบบค่ะ

    ถ้าจะทำ content ออกหน้ากล้องก็จะต้องมีทักษะการพูดที่ดี พูดเก่ง น่าฟัง…ไม่ใช่พูดแล้วคนฟังหลับหมด! 😂

    Model การหารายได้ของ Content creator

    1. Advertising model คือ ได้เงินตามยอด view ของแพลตฟอร์มที่ทำ content เช่น Facebook Youtube
    2. Subscription model คือ การสมัครสมาชิกเพื่อติดตาม creator ที่ตนชื่นชอบอย่างใกล้ชิดหรือมีสิทธิพิเศษมากกว่าคนทั่วไป เช่น การดู LIVE แบบเต็ม
    3. Donate model คือ การบริจากเงินเพราะชื่นชอบความสามารถบางอย่างของ creator ที่ตนชื่นชอบ
    4. Sponsored model คือ แบรนด์ต่างๆ ที่จ้าง creator ให้พูดถึงสินค้าของเขา
      ปัจจุบันหลายแบรนด์เลือกจะจ้าง creator ตัวเล็กหลายๆ คนที่มีผู้ติดตามไม่ได้เยอะมาก (มี Followers 1,000 คนขึ้นไป) มากกว่าการจ้างดารา-นักแสดงเพียงคนเดียวแต่ต้องจ่ายค่าจ้างราคาสูงค่ะ

    เราเหมาะกับการหารายได้แบบไหน?

    Skill การตั้งคำถาม
    Skill การตั้งคำถาม

    ให้เริ่มจากการ “ตั้งคำถาม” ถามตัวเองก่อนว่า จากเนื้อหาด้านบนที่อ่านมา อะไรที่พอจะทำได้บ้าง เราคิดว่าแบบไหนง่ายที่สุด รู้สึกอยากทำสิ่งนั้นมากที่สุดค่ะ

    ตัวอย่างคำถาม

    • เราสามารถทำงานที่ชอบโดยไม่มีรายได้อื่นได้นานเท่าไหร่ (เงินเก็บ = ?)
    • เรามีเวลาทำสิ่งนั้นแน่นอนมั้ยทั้งในระยะสั้นและยาว – ถ้าเป็น Subscription model ก็ต้องมั่นใจว่ามีเวลาทำ content ให้ผู้ติดตามรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
    • ตัวเราอยากสร้างตัวตนมาก-น้อยแค่ไหน
    • เรื่องอะไรที่เราถนัดและสามารถสอนคนอื่นได้
    • ตอนนี้ตัวเราติดตรงไหน ทำไมถึงยังไม่เดินหน้าต่อ
      • เราได้เอาสิ่งที่คิดไว้มาลงมือทำหรือเปล่า?
      • เราได้ตั้งเป้าหมายใหม่ๆ ที่น่าสนใจหรือไม่?
      • เราเห็นภาพเป้าหมายตัวเองรึเปล่า?
      • เราได้ออกไปทำอะไรใหม่ๆ หรืออะไรที่ไม่เคยทำบ้างมั้ย?
      • เรามีความสุขกับสิ่งที่มีรึเปล่า?
      • เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิดบวกกับตัวเองหรือเปล่า?
      • สิ่งที่ทำอยู่ ตรงกับสิ่งที่เราให้คุณค่าหรือเปล่า?
      • เราคิดว่าชีวิตตอนนี้มีสมดุลมั้ย?
      • เราได้โฟกัสและมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่ทำมั้ย?

    ทำไมเราทำไม่ได้เท่าคนอื่น?

    อะไรคือความต่างระหว่างคนที่หาเงินได้เยอะๆ กับคนที่หาไม่ได้?

    เหตุผลหนึ่งคือความนานและความต่อเนื่องในการทำค่ะ เพราะการหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ ย่อมเกิดความชำนาญในสิ่งนั้น 😃

    คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ “สร้างผลลัพธ์ได้เยอะ” (ไม่ใช่ใช้เวลาเยอะ)

    และต้อง Focus ให้ถูกจุด รู้ว่าอะไรสำคัญ อาจใช้กฎ 80/20 (Pareto Principle) ทำน้อยแต่ได้มากค่ะ

    Educator ทำ Content ก็ควรเน้นที่ตัวเนื้อหาเป็นหลัก ในขณะที่ Affiliator ที่ขายสินค้ากลุ่มแฟชั่น ก็ควรเน้น Content รูปภาพมากกว่า function ของสินค้าค่ะ

    ทำไมบางคนทำนิดเดียวแล้วปังเลย?

    เกิดจาก 3 ส่วนนี้ คือ

    1. โชค – มันมีจริงๆ นะ!
    2. พื้นฐาน – Essential Skills for Money Making จะทำให้ต่อยอดสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
    3. ความคิด (Mindset)

    สุดท้ายนี้ อยากจะฝากคุณผู้อ่านไว้ว่า มันมีหลายวิธีมากๆ ที่จะหาเงินเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงทุน โดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าเราเหมาะกับหารายได้แบบไหนค่ะ

    หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ Cindy 🐰 ต้องขอลาไปก่อนค่ะ

  • ทำอย่างไร? ถ้าอยากสร้างแบรนด์ในยุค Digital

    ทำอย่างไร? ถ้าอยากสร้างแบรนด์ในยุค Digital

    1. การเข้าใจความสัมพันธ์ของแบรนด์และธุรกิจ
    2. การสร้างแบรนด์ผ่านการใช้ Digital Marketing
    3. ผู้บริโภคยุค Digital เป็นอย่างไร
    4. วิธีหาข้อมูลเตรียมทำการตลาดเกี่ยวกับผู้บริโภค
    5. สำรวจตลาดคู่แข่งและตัวเอง
    6. วางแผนเข้าถึงและสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อสร้างแบรนด์
    7. วิธีวัดผลต่างๆ
    8. สรุปภาพรวม

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 สรุปบทเรียนจากคอร์สการสร้างแบรนด์และธุรกิจโดยใช้ Digital Marketing ของคุณสุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล อุปนายกฝ่ายดิจิตัลและเทคโนโลยี สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยมาฝากค่ะ

    การเข้าใจความสัมพันธ์ของแบรนด์และธุรกิจ

    25 Most Valuable Brands 2025
    25 Most Valuable Brands 2025

    แบรนด์และธุรกิจเป็นสิ่งที่แยกจากกันได้ยาก ธุรกิจใหญ่ๆ มักใส่ใจเรื่องการสร้างแบรนด์ เช่น Apple แบรนด์อันดับ 1 มีมูลค่าเทียบเป็นเงิน คือ USD574.5 billion หรือ 18.90 ล้านล้านบาท

    รถยนต์หรู Ferrari ก็ใส่ใจเรื่องนี้เช่นกันและยังสามารถทำรายได้จากการเป็น Sponsor ที่มีการใช้ Logo ของแบรนด์ประมาณปีละ 15,000 ล้านบาทอีกด้วย

    จะเห็นได้ว่า มูลค่าของแบรนด์สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้

    แม้จะมีน้อยคนนักที่ได้ใช้แบรนด์รถยนต์หรู Ferrari แต่คนทั่วไปก็สามารถรับรู้ได้ว่า Ferrari เป็นแบรนด์แบบใด

    สิ่งที่เจ้าของแบรนด์มักทำเพื่อให้ลูกค้ารู้จักและอยากซื้อสินค้าคือการโฆษณา แต่ผู้บริโภคยุคใหม่มักไม่ได้เชื่อโฆษณาอย่างเดียว บางครั้งอาจจะมองหาตัวช่วยตัดสินใจอื่นๆ เช่น

    • ข่าว
    • การประชาสัมพันธ์
    • บุคคลที่เป็นผู้นำทางความคิด (Influencer)

    นอกจากนี้ “การสร้างแบรนด์” ยังรวมถึง ความรู้สึก ประสบการณ์ ความทรงจำ และ สิ่งที่อยู่ในใจลูกค้าอีกด้วย

    การสร้างแบรนด์ผ่านการใช้ Digital Marketing

    สิ่งสำคัญที่สุดในการทำการตลาด คือ การเข้าใจความในใจผู้บริโภค (Customer Insight) เพราะ เมื่อเข้าใจแล้วก็จะสามารถออกแบบการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    พุทธศาสนิกชนยุค 5G และ Wallpaper เสริมดวง
    พุทธศาสนิกชนยุค 5G และ Wallpaper เสริมดวง

    จากรูป การนำสมาร์ทวอทช์มาห้อยคอและพื้นหลังเป็นพระพุทธรูปหรือการมีวอลเปเปอร์มือถือเสริมดวงด้านต่างๆ สิ่งที่อยู่ในใจผู้บริโภคคืออะไร? ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น?

    คำตอบที่ได้อาจจะเป็นเรื่องความโชคดีและความสบายใจของผู้คน สำหรับนักการตลาดอาจต้องตั้งคำถามต่อว่า ทำไมผู้บริโภคคนนี้ถึงต้องการสิ่งนี้

    ผู้บริโภคยุค Digital เป็นอย่างไร

    ปัจจุบันผู้บริโภคมีสมาธิสนใจสิ่งต่างๆ สั้นลงมากกก

    ลองสังเกตตัวเองก็ได้ค่ะ เวลาเปิด social media ถ้าไม่ได้สนใจ Content นั้นๆ ก็จะไถมือถือผ่านเร็วมาก! 2-3 วินาที. . .หนีดีกว่า ><!

    ดังนั้นเจ้าของแบรนด์อาจต้องลองคิดใหม่ว่า เนื้อหาแบบใดที่ดึงความสนใจผู้บริโภคได้ แล้วจะส่งต่อ Content นั้นผ่านช่องทางไหนบ้าง?

    เวฟมั้ยคะ?
    เวฟมั้ยคะ?

    จากรูปจะเห็นว่า มีรถจักรยานยนต์รุ่น Honda Wave ล้มตัวนอนในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง เมื่อมาอยู่ในบริบทของสังคมไทยที่เป็นคนตลกเฮฮา จึงเกิดเป็นวลีว่า “เวฟมั้ยคะ?”

    ซึ่งวลีนี้ก็เป็นคำถามเดียวกันกับที่พนักงานของเซเว่น อีเลฟเว่นมักถามลูกค้าค่ะ

    หลังจากที่โพสต์ Content นี้ในโลกออนไลน์ ก็มีผู้คนชื่นชอบและแชร์ต่อกันเยอะมาก!

    60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมเปลี่ยนแบรนด์
    60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมเปลี่ยนแบรนด์

    60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมจะเปิดใจและเปลี่ยนแบรนด์ (นี่คือโอกาสของสินค้าใหม่ค่ะ!) เหตุผล คือ

    1. คุ้มกว่า
    2. ดีกว่า
    3. อยากลองของใหม่ (เบื่อของเดิม)

    ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแบรนด์ที่ไม่มีการผลิตสินค้าใหม่ออกมาเลย กับ แบรนด์ที่ผลิตสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ ผู้บริโภคมักให้ความสนใจกับแบรนด์ประเภทหลังมากกว่า

    สินค้ากลุ่มแฟชั่น เสื้อผ้า มักขายได้ดีทางออนไลน์ เนื่องจากผู้บริโภคชอบความสะดวกสบายในการ shopping มีให้เลือกเยอะและมองหาเทรนด์การแต่งตัวใหม่ๆ อยู่เสมอ

    การทำความรู้จักพูดคุยกับลูกค้าของตนจะช่วยให้แบรนด์เข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

    เช่น ปัจจุบัน กลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z มักค้นหาข้อมูลผ่านทางแอปพลิเคชัน TikTok แล้วเรียนรู้ผ่าน VDO บนแพลตฟอร์มเลย

    แต่ข้อจำกัด คือ Content เหล่านั้นก็ไม่ได้ถูกต้อง 100% จึงควรเช็คข้อมูลอีกครั้งค่ะ

    แอปพลิเคชัน Bondee
    แอปพลิเคชัน Bondee

    แอปพลิเคชัน Bondee ก็เคยได้รับความนิยม สร้างตัวละคร Avartar น่ารักๆ และคุยแชทกับเพื่อนได้แต่หลังจากเปิดตัวมาเพียง 1 สัปดาห์ก็แทบไม่มีใครเข้ามาใช้งานอีกเลย

    จะเห็นว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็ว เวลาที่นักการตลาดจะพิจารณาใช้ช่องทางใดทำการตลาดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยนี้ด้วย

    1 ในปัจจัยการเลือกแบรนด์คือ ความเชื่อถือ ผู้บริโภคมักเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เขารู้สึกสบายใจค่ะ 😃

    ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าของแบรนด์อาจไม่ต้องคิดอะไรมากเกินไป เพราะผู้บริโภคใจดีและให้โอกาสแบรนด์ค่ะ

    ทำผิดก็ปรับปรุงได้น้าา…ไม่ต้องคิดมากจ้าาา แล้วถ้าแบรนด์ทำได้ดี ผู้บริโภคประทับใจก็พร้อมจะช่วยบอกต่อให้ด้วยค่ะ 🙂

    สำหรับ Facebook Group คือกลุ่มรวมคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ซึ่งเจ้าของแบรนด์สามารถเข้าไปแฝงตัวเรียนรู้และทำความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้

    วิธีหาข้อมูลเตรียมทำการตลาดเกี่ยวกับผู้บริโภค

    กิ๊บติดหัวรุ่นตอแหล
    กิ๊บติดหัวรุ่นตอแหล

    จากรูปเป็นกิ๊บติดผมรุ่นสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชาย (ไม่ใช่กิ๊บจัดทรงแบบปกติแล้วนะ!)

    สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ต้องคิดคือ

    • ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความในใจ/กำลังต้องการสิ่งใด? (จุดเริ่มต้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชาย)
    • แล้ว…สินค้าของแบรนด์เราจะช่วยเขาแก้ปัญหาได้อย่างไร? (กิ๊บติดผมรุ่นใบไม้ที่กะให้ผู้ชายปัดออก)

    ข้อดีของยุคนี้คือข้อมูลการตลาดหาได้ง่ายขึ้นและมีเยอะมากกก!

    เครื่องมือที่ใช้ได้ เช่น

    • Google Trend – ทำให้รู้พฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคใน Google Search
    • Facebook Group – รวมกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเดียวกันไว้แลกเปลี่ยนประสบการณ์
    • Instagram – รวมกลุ่มคนที่สนใจสิ่งเดียวกันผ่านแฮชแท็ก (Hashtag)

    ทั้งนี้ ให้เลือกหาข้อมูลในที่ที่กลุ่มเป้าหมายสิงสถิตอยู่ค่ะ!

    เมื่อกำหนดบุคลิกภาพของกลุ่มเป้าหมาย (Persona) ได้แล้ว ก็นำข้อมูลจากเครื่องมือเหล่านี้มาวิเคราะห์ คาดเดาความในใจของผู้บริโภคได้

    เช่น นาย A อายุ 40 ปี เป็นผู้บริหารที่ชอบเทคโนโลยี

    • อุปสรรค (Barrier) : กล้องที่ใช้อยู่หนักมาก ถ่ายรูปลูกยาก (เด็กวิ่งไป-มาตลอดเวลา 😓)
    • ความต้องการ (Want) : อยากถ่ายรูปกับลูกเวลาไปเที่ยว
    • ความฝัน (Dream) : เก็บการเติบโตและความทรงจำ

    ดังนั้น นักการตลาดของแบรนด์ขายกล้องถ่ายรูปก็ต้องสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในเรื่องความรักระหว่างพ่อกับลูก

    สมมุตินักการตลาดได้ข้อมูลเชิงลึกมาว่า “ไม่ว่าจะย้อนดูรูปลูกในวัยไหนๆ ก็ทำให้แม่นั่งยิ้มคนเดียวได้ทุกครั้งเสมอ เพราะแต่ละช่วงเวลาของการเติบโตมีเสน่ห์เฉพาะตัว”

    ดังนั้น แบรนด์ก็อาจเลือกทำ Content เกี่ยวกับ “การเก็บช่วงเวลาเฉพาะตัวของเด็กแต่ละวัย” แล้วส่งต่อเรื่องราวนี้ให้กลุ่มเป้าหมายได้ค่ะ

    สำรวจตลาดคู่แข่งและตัวเอง

    การสำรวจตลาดคู่แข่ง ให้เริ่มจากการตั้งคำถามว่า

    • ผู้บริโภคต้องการอะไร
    • คู่แข่งกำลังให้อะไร
    • อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการแล้วคู่แข่งยังให้ไม่ได้

    เมื่อตอบ 3 คำถามนี้ได้ ก็จะเริ่มสร้างกลยุทธ์ของแบรนด์ ทำให้มีทิศทางของการทำการตลาดต่อไปได้

    เช่น คู่แข่งสื่อสารว่าเป็นกล้องที่เบา แบรนด์กล้องของเราอาจสื่อสารโดยเน้นว่าเป็นกล้องที่ใช้เก็บความทรงจำเฉพาะตัวของเด็ก มีระบบโฟกัสของกล้องจับภาพเด็กๆ ได้แม่นยำ

    หรือกรณีที่คู่แข่งให้สิ่งนี้กับลูกค้าได้ดีอยู่แล้ว แบรนด์กล้องของเราอาจจะหาความในใจของลูกค้ามุมอื่นๆ (ที่คู่แข่งยังไม่ได้พูดถึง) มาสู้แทนค่ะ

    แม้การสำรวจคู่แข่งจะเป็นเรื่องดี แต่ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการปรับตัวตามด้วย…ก็จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ 😊

    จะเห็นว่าการมีข้อมูลลูกค้าอยู่ก่อน (ความในใจว่าคุณพ่ออยากเก็บรูปลูกในแต่ละช่วงเวลา) จะช่วยสร้างกลยุทธ์ออกแแบบสินค้าได้ (สร้างกล้องที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์คุณพ่อ)

    “กลยุทธ์” จะเป็นตัวบอกว่าสิ่งที่เราจะเลือกทำและไม่ทำ เพราะ 2 สิ่งที่ไม่เคยพอ สำหรับการทำการตลาด คือ เงิน และ เวลา

    เช่น ถ้าแบรนด์เราเลือกพูดเรื่องกล้องที่สัมพันธ์กับวัยเฉพาะตัวของเด็ก ก็จะไม่พูดเรื่องการถ่ายภาพสัตว์หรือเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องค่ะ

    Canine Selfie Stick
    Canine Selfie Stick

    อีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ แบรนด์ Pedigree ขายขนม/อาหารให้น้องหมา เขาเลือกที่จะจับกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบการถ่ายรูปน้องหมาของตัวเอง

    ปัญหาของคนกลุ่มนี้ คือ น้องไม่เคยหยุดอยู่นิ่งเลย วิ่งตลอดเวลา

    ดังนั้น เจ้าของแบรนด์เลยแก้ปัญหาโดยนำขนม (สินค้าของแบรนด์) ให้สามารถติดอยู่ที่กล้องมือถือของเจ้าของได้ (ตามรูป)

    ผลสุดท้าย คือ สามารถถ่ายเซลฟี่น้องได้ และมี filter เพิ่มความน่ารักอีกด้วย ><!

    สังเกตว่าแบรนด์ Pedigree ก็จะไม่เคยพูดถึงเรื่องอื่นนอกจากการถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงค่ะ

    วางแผนเข้าถึงและสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อสร้างแบรนด์

    3 สิ่ง สำหรับการสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ของเราได้ คือ

    1. คนที่ใช่ – ใคร?
    2. เวลาที่ใช่ – จังหวะไหน?
    3. ประสบการณ์ที่ใช่ – จะสร้างประสบการณ์อะไร?

    โดยทำ 3 อย่างนี้ผ่านการใช้ Data ค่ะ

    Delayed Flight Machine
    Delayed Flight Machine

    เช่น แบรนด์ KitKat ต้องการจะแจกตัวอย่างสินค้า

    คนที่ใช่ : ผู้โดยสารที่มาสนามบิน

    เวลาที่ใช่ : กำลังรอขึ้นเครื่องบิน (Flight Delay)

    ประสบการณ์ที่ใช่ : ระหว่างรอ Flight Delay ให้สแกนบัตรขึ้นเครื่อง (Boarding pass) เพื่อรับ KitKat ฟรี

    Dr.PONG+ อ่านว่า...
    Dr.PONG+ อ่านว่า…

    อีก 1 ตัวอย่าง เช่น

    แบรนด์เครื่องสำอาง Dr.PONG+ ต้องการจะโปรโมตสินค้าของตัวเอง

    คนที่ใช่ : คนที่มีนิสัยชอบอะไรตลกๆ

    เวลาที่ใช่ : จังหวะที่เขากำลังเล่น Facebook

    ประสบการณ์ที่ใช่ : สร้าง Content ล้อชื่อแบรนด์ตัวเอง

    จะเห็นว่าแบรนด์นี้ แม้จะขายขำ แต่ก็ขายของไปด้วย!

    นอกจากนี้ยุคปัจจุบันเราสามารถนำ Technology มาสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างได้

    เช่น ถ้าเราเป็น Youtuber แล้วไม่มีงบจ้างชาวต่างชาติมาช่วยทำ Content ก็ใช้ AI เพื่อสร้าง VDO ที่มีชาวต่างชาติขยับปากตาม Script ของเราก็ได้

    หรืออาจใช้ Virtual Influencers หรืออินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงมาช่วยทำ Content/ขายสินค้าได้

    วิธีวัดผลต่างๆ

    การวัดผลเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อช่วยประเมินว่า “สิ่งที่ทำไปดีหรือไม่ดี?” แล้วถ้าไม่ดีจะต้องแก้ไขอย่างไร

    ตัวอย่างการวัดผลสิ่งที่แบรนด์ทำกับผู้บริโภค

    คนที่สนใจคนที่หาข้อมูลคนที่ซื้อแฟนคลับ

    การวัดก็จะดูว่าแต่ละขั้นตอนมีคนเพิ่มขึ้นกี่คน ซึ่งมีวิธีวัดผลหลากหลายมาก ขึ้นกับว่าแต่ละแบรนด์จะวัดผลอย่างไรด้วย

    เช่น เมื่อแบรนด์สร้าง VDO การวัดผลก็อาจดูสถิติหลังบ้านว่า มีผู้ชมดู VDO จนจบกี่คน คนดู VDO หายไปช่วงวินาทีที่เท่าไหร่

    ถ้าเป็นเว็บไซด์ขายของก็อาจดูว่ามีคนเข้าเว็บไซด์เพิ่มขึ้นมั้ย หรือใช้เครื่องมือ Google Analytics 4 (GA4) เอา Data มาวิเคราะห์ว่า คนที่เข้ามาซื้อของผ่านหน้าไหนของเว็บไซด์เราบ้าง เข้ามากี่ครั้งก่อนที่จะกดซื้อสินค้า

    การวัดผล 4 เรื่อง: เงิน-การกระทำ, เงิน-เวลา และ เงิน-อารมณ์
    การวัดผล 4 เรื่อง: เงิน-การกระทำ, เงิน-เวลา และ เงิน-อารมณ์

    ในภาพรวม การวัดผลจะมี 4 เรื่อง คือ

    1. เงิน
    2. การกระทำของผู้บริโภค (Actions)
    3. เวลา (Durations)
    4. อารมณ์ (Emotions) : ดีใจ โกรธ เสียใจ ตกใจ

    ให้นำ 4 เรื่องนี้มาวัดสิ่งที่แบรนด์ทำลงไปค่ะ

    สรุปภาพรวม

    • มูลค่าของแบรนด์สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ (เหมือนกับรถยนต์หรู Ferrari)
    • การตลาด ไม่ใช่ โฆษณา
    • หัวใจของการทำการตลาด คือ ต้องรู้ความในใจผู้บริโภค (Customer Insight) อะไรที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น
    • ผู้บริโภคพร้อมให้โอกาสแบรนด์ แม้ทำพลาด (คนเราพลาดกันได้ค่ะ 🙂)
    • ผู้บริโภคคนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยเฮฮา รักความสนุก หากเห็น Content แนวนี้จะชื่นชอบและแชร์ต่อเยอะมาก
    • 60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมเปิดใจและเปลี่ยนแบรนด์ ด้วย 3 เหตุผล คือ คุ้มกว่า ดีกว่า หรือ อยากลองของใหม่
    • 1 ในปัจจัยการเลือกแบรนด์ คือ ความเชื่อถือ ผู้บริโภคมักเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เขารู้สบายใจ
    • เครื่องมือที่ช่วยทำการตลาดได้ เช่น Google Trend, Facebook Group หรือ Instagram
    • การสร้างกลยุทธ์ของแบรนด์ ให้เริ่มจากการตั้งคำถามว่า ผู้บริโภคต้องการอะไร , คู่แข่งกำลังให้อะไร และ อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการแล้วคู่แข่งยังให้ไม่ได้
    • 2 สิ่งที่ไม่เคยพอสำหรับการทำการตลาด คือ เงิน และ เวลา ดังนั้น แต่ละแบรนด์ต้องเลือก Focus ให้ถูกจุด
    • 3 สิ่งในการสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ คือ คนที่ใช่, เวลาที่ใช่ และ ประสบการณ์ที่ใช่
    • การวัดผลมี 4 เรื่อง คือ เงิน การกระทำของผู้บริโภค เวลา และ อารมณ์

    สุดท้ายนี้ หวังว่าคุณผู้อ่านทุกท่านจะได้ประโยชน์จากบทความนี้นะคะ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องอะไร ฝากติดตามกันต่อนะคะ 😊

  • ธุรกิจและการตลาดในโลกดิจิทัลทำงานอย่างไร

    ธุรกิจและการตลาดในโลกดิจิทัลทำงานอย่างไร

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 สรุปบทความเกี่ยวกับโลกธุรกิจและการตลาดยุค Digital จากคอร์สเรียน Data science bootcamp มาให้อ่านกันนะคะ

    1. How Business Works
    2. Behavior Funnel
    3. Believe Funnel
    4. Pirate Metrics
    5. Customer Journey
    6. Digital Marketing
    7. Attribution model

    How Business Works

    การทำธุรกิจเปรียบเสมือนการขับเครื่องบิน ถ้าอยากให้เครื่องบินบินไปถึงจุดหมายปลายทางได้ก็ต้องดูแลแต่ละส่วนให้สมดุลกัน

    ส่วนประกอบของเครื่องบินในทางธุรกิจ
    ส่วนประกอบของเครื่องบินในทางธุรกิจ

    ส่วนประกอบหลักของเครื่องบิน มี 5 ส่วน ดังนี้

    1. Body (ลำตัวเครื่องบิน)
    2. Wings (ปีกเครื่องบิน)
    3. Engine (เครื่องยนต์)
    4. Fuel (น้ำมัน)
    5. Cockpit (ห้องนักบิน)

    Body คือ Overhead cost เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายออกทุกเดือน เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าอุปกรณ์สำนักงาน

    Wings คือ Products/Services ปีกยิ่งใหญ่…ยิ่งดี แสดงว่า Products/Services ตอบโจทย์ลูกค้าได้ เป็น Product-Market Fit (PMF)

    เครื่องบินที่ Body ใหญ่ แต่ Wings เล็ก อาจบินไปไม่ถึงเป้าหมายและเครื่องตกในที่สุด

    Engine แบ่งเป็น

    Right Engine คือ Marketing

    เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า Marketing จะทำให้ลูกค้าเข้าใจ Products/Services ของแบรนด์ดีขึ้น รู้ว่าสิ่งนี้ช่วยเขาแก้ปัญหาได้อย่างไร

    Left Engine คือ Sales process

    เป็นกระบวนการขาย เริ่มตั้งแต่กดสั่งซื้อจนสินค้าถึงมือลูกค้า

    💡💡💡
    Wings ช่วยให้เครื่องบินสามารถบินขึ้นได้
    Engine ช่วยให้เครื่องบินบินได้แรงขึ้น ไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น

    Fuel คือ Cash flow หรือ กระแสเงินสด

    “เงินเข้า” (รายได้) ต้องมากกว่า “เงินออก” (รายจ่าย) และควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ธุรกิจมีสภาพคล่องเมื่อเจอวิกฤติ

    ทีม Marketing อาจนำเสนอ Data ที่วิเคราะห์แล้วว่า สามารถเพิ่ม Cash Flow ได้ให้ผู้บริหารทราบ

    Cockpit คือ Leadership จะต้องเป็นทั้งผู้บริหารงานและลูกทีมเพื่อให้เครื่องบินไปถึงเป้าหมายได้

    เครื่องบินอุดมคติ คือ คนขับเก่ง ตัวเครื่องเล็ก ปีกใหญ่ เครื่องยนต์แรง และ มีน้ำมันเต็มถังค่ะ 🙂

    Behavior Funnel

    คือ เป็นการเปลี่ยนจากคนรู้จักให้กลายเป็นลูกค้าของเรา

    สำหรับ Traditional Marketing Funnel (Behavior Funnel)

    Behavior Funnel 
(Awareness -> Consideration -> Conversion)
    Behavior Funnel (Awareness -> Consideration -> Conversion)

    แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

    Awareness (Cold audience)

    ลูกค้าเพิ่งรู้จักแบรนด์ เห็น Content แล้วแต่ยังไม่กด Like กด Share

    Consideration (Warm audience)

    ลูกค้าเริ่มกด Like กด Share

    Conversion (Hot audience)

    ลูกค้าเริ่มสนใจ กดเข้ามาดูสินค้า และมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าของแบรนด์มากที่สุด

    ทีม Data อาจช่วยบริษัทด้วยการใช้ Data ที่วิเคราะห์แล้วว่า สามารถทำให้ลูกค้าไหลจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง Funnel ให้มากที่สุด

    เช่น การทำ A/B Testing เพื่อหาแคมเปญเวอร์ชั่นที่ดึงดูดลูกค้าได้ดีกว่า

    Believe Funnel

    Believe Funnel 
(Shorter & Longer Chain of belief)
    Believe Funnel (Shorter & Longer Chain of belief)

    เป็น Framework เกี่ยวกับ “ความเชื่อ”

    คนที่อยู่ใกล้กับ Product (Shorter chain of belief) มีโอกาสซื้อสินค้าของแบรนด์ๆ นั้น เพราะเขาเชื่อว่า Product นี้ตอบโจทย์เขาได้

    คนที่อยู่ไกลจาก Product (Longer chain of belief) คือ ความเชื่อเขาไม่ตรงกับแบรนด์ๆ นั้น

    การทำให้เปลี่ยนใจมาซื้อ ต้องออกแรงดึงเขาเข้ามา ให้ข้อมูลมากขึ้น เห็น Content ของแบรนด์เยอะขึ้น เขาจึงจะเชื่อเหมือนที่แบรนด์นำเสนอ

    ปัญหาของคนที่เป็น Longer chain of belief อาจเป็นเพราะ ตัวเขาไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหานั้นๆ แบรนด์จึงต้อง Educate ให้เขาเห็นปัญหานั้นเสียก่อน

    Building a Second Brain 
(TIAGO FORTE)
    Building a Second Brain (TIAGO FORTE)

    Tiago Forte เจ้าของหนังสือ Building a Second Brain ซึ่งสอนเทคนิคการจดโน้ต การสร้างสมองที่ 2

    สำหรับคนที่ไม่เชื่อเรื่องการจดโน้ต ไม่เชื่อเรื่องการเขียนเปลี่ยนชีวิต เขาจะเป็น Longer chain of belief ต้อง Educate เยอะขึ้น เพื่อให้เปลี่ยนใจมาซื้อหนังสือเล่มนี้

    “Marketing is Education” Marketing เป็นการสอนคน ให้เห็น “Value” ของ Product ที่แบรนด์มอบให้ ให้เขาเชื่อว่าใช้แล้วชีวิตจะดีขึ้นได้จริงๆ

    Story ก็สามารถ Add Value ให้ Product ได้เช่นกัน

    แบรนด์ Happy Egg ผู้ผลิตไข่ของสหรัฐอเมริกา มี Story ที่ต่างจากไข่ทั่วไป คือ

    • Golden Sunrise Yolks (ไข่แดงสีทองเหมือนเวลาใกล้รุ่ง)
    • Hens Raised on 8+ Acres (เลี้ยงแม่ไก่บนพื้นที่ 8+ เอเคอร์)
    • Rich & Flavorful (ไข่อร่อย รสชาติดี)
    • Biodegradable Yellow Carton (แผงไข่สีเหลืองย่อยสลายง่าย)
    • Raised by Small Family Farmers (เลี้ยงโดยเกษตรกรครอบครัวเล็กๆ)

    เมื่อมี Story มา wrap ไข่ + คน “เชื่อ” สิ่งที่แบรนด์นำเสนอ ⇒ ยอมจ่ายเงินซื้อไข่ (ในราคาที่สูงขึ้น) 🙂

    อีกวิธีสร้างความเชื่อ คือ “Claim and Proof”

    คือ หาหลักฐานต่างๆ (เช่น สถิติ) มายืนยันสิ่งที่นำเสนอให้น่าเชื่อถือมากขึ้น

    แบรนด์ที่เคลมแล้วไม่เป็นจริง ลูกค้าได้สินค้าไม่ตรงปก ความเชื่อใจหาย และไม่กลับมาซื้อสินค้าแบรนด์นั้นอีก!

    Behavior Funnel และ Believe Funnel สามารถใช้ร่วมกันได้

    Behavior Funnel ⇒ เน้นตัวเลข ดูปริมาณยอด Like ยอด Share

    Believe Funnel ⇒ เน้นที่ความคิดคน พยายามเข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร

    Pirate Metrics

    เป็น Metrics ที่วัดผลว่าธุรกิจประสบความสำเร็จหรือไม่ นั่นคือ “AARRR”

    A – Acquisition (เป็นที่รู้จัก)

    A – Activation (เริ่มต้นใช้งาน)

    R – Retention (ใช้งานซ้ำ)

    R – Referral (แนะนำต่อ)

    R – Revenue (มีรายได้)

    เช่น Spotify แพลตฟอร์มสำหรับฟังเพลงออนไลน์

    • การเปิด Account ลูกค้าใหม่ = Acquisition
    • ลูกค้าที่เปิด Account ใหม่ฟังเพลงจบอย่างน้อย 1 เพลง = Activation (แต่ละแบรนด์มีเงื่อนไขต่างกัน)
    • ในเดือนถัดไป ลูกค้าที่เปิด Account ใหม่นี้ยังอยู่กับ Spotify กี่คน = Retention
    • Spotify มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นจาก Word of Mouth = Referral
    • รายได้ของ Spotify = Revenue

    Customer Journey

    ปัจจุบัน ลูกค้ามี Customer Journey ซับซ้อน!
    ปัจจุบัน ลูกค้ามี Customer Journey ซับซ้อน!

    ในปัจจุบัน กว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าสักชิ้น Customer Journey ซับซ้อนมาก มีทั้งแบบ Online (วัดผลได้) และ Offline touch point (วัดผลลำบาก)

    จุดที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เรียกว่า “Touch point” เป้าหมายคือ แบรนด์อยากทำให้ลูกค้าประทับใจในทุกๆ Touch point

    ทีม Marketing จะช่วยหาสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า ว่าเกิดจาก Touch point ใด และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

    Customer Journey Map เป็นเสมือนแผนที่การเดินทางของคนที่เริ่มรู้จักแบรนด์จนถึงการซื้อสินค้ามาใช้

    สินค้าที่เป็น High Involvement (ราคาสูง) ลูกค้ามักหาข้อมูลอย่างละเอียด ไตร่ตรองให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ Journey จึงซับซ้อน

    ในฐานะแบรนด์อาจใช้ Data เพื่อหาโอกาสเปลี่ยน Journey ของลูกค้าให้เปลี่ยนใจมาซื้อสินค้าของแบรนด์มากขึ้นได้

    Digital Marketing

    Marketing is "Believe Building".
    Marketing is “Believe Building”.

    “Marketing” มีนิยามมากมาย

    เช่น Seth Godin นิยามว่า Marketing is the generous act of helping someone solve a problem

    คือ การช่วยให้ผู้อื่นสามารถแก้ไขปัญหาตัวเขาได้ดีขึ้น

    Marketing เป็นการแลกเปลี่ยนกันด้วย “Value

    คือ แบรนด์มอบ Value ให้ลูกค้า และลูกค้าให้ Value กลับมาในรูปแบบของเงิน

    “Value” มักใช้เชิงเปรียบเทียบ (วัดเป็นตัวเลขยาก) แบรนด์ควรมอบ Value ให้มากกว่าเงินที่ลูกค้าจ่าย เพื่อให้เขารู้สึกถึงความคุ้มค่า

    ข้อดีของการทำ Digital Marketing คือ สามารถเข้าถึงคนได้มาก ในราคาไม่แพง

    Academy ของ Product/Service ก็เป็น Marketing เช่นกัน

    HubSpot Academy คือ นอกจากแบรนด์จะขาย Service ด้านการตลาดแล้ว ก็ยังสร้างโรงเรียนสอนใช้เครื่องมือเหล่านั้นด้วย

    คุณอูน Diamond Grains เล่าว่า Marketing เริ่มตั้งแต่ทำ Research และ Product development

    คือ การพูดคุย ทำความเข้าใจลูกค้าว่าเขาชอบกินอะไร แบบไหน ยังไง? แล้วนำสิ่งนั้นมาสร้างเป็น Product ที่ลูกค้าต้องการ 🙂

    การซื้อสินค้าครั้งแรก เกิดจากการทำ “Content” ต่างๆ แล้วลูกค้า “เชื่อ” ว่า Product/Service ของแบรนด์สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้จริงๆ

    สินค้าตัวใหม่คนจองซื้อเยอะมาก (ทั้งที่ไม่เคยใช้) การซื้อครั้งนี้เกิดจาก “ความเชื่อ”

    “Marketing is believe building”

    ส่วนการซื้อซ้ำ มักเกิดจาก “Product” มีคุณภาพดี ตอบโจทย์ลูกค้าได้ (เป็น Product Market Fit)

    💡💡💡
    การซื้อครั้งแรกเกิดจากลูกค้า “เชื่อ” ใน Content
    (ถ้าลูกค้าไม่เชื่อ ⇒ ไม่ซื้อ)
    การซื้อซ้ำเกิดจาก “Product” มีคุณภาพ ตอบโจทย์ลูกค้าได้

    เมื่อ “Product” ดี + ลูกค้า “เชื่อ” ⇒ สินค้าจะขายได้ 🙂

    Attribution model

    เป็นกระบวนการกระจายเครดิตไปยัง Touch point ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ Rules-Based Models และ Data Driven Attribution

    1. Rules-Based Models

    FIRST CLICK ATTRIBUTION
    FIRST CLICK ATTRIBUTION

    First Click Attribution
    คือ การให้เครดิตที่ Touch point แรก ที่ทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้านั้นๆ

    LAST CLICK ATTRIBUTION
    LAST CLICK ATTRIBUTION

    Last Click Attribution

    คือ การให้เครดิตที่ Touch point สุดท้ายก่อนที่ลูกค้าจะซื้อสินค้านั้นๆ

    LINEAR ATTRIBUTION
    LINEAR ATTRIBUTION

    Linear Attribution

    คือ การกระจายเครดิตไปทุกๆ Touch point เท่ากันหมด

    TIME DECAY ATTRIBUTION
    TIME DECAY ATTRIBUTION

    Time Decay Attribution

    คือ Touch point ที่อยู่ใกล้ Purchase จะได้เครดิตมากสุด ในขณะที่ Touch point ยิ่งไกลจาก Purchase ก็จะได้เครดิตน้อยลงๆ ลดหลั่นกันไป

    POSITION BASED ATTRIBUTION
    POSITION BASED ATTRIBUTION

    Position Based Attribution

    คือ จะให้เครดิตที่ First กับ Last Click มากที่สุด

    2. Data Driven Attribution

    DATA DRIVEN ATTRIBUTION
    DATA DRIVEN ATTRIBUTION

    Platform ต่างๆ (เช่น Google Facebook) จะให้ข้อมูลส่วนนี้มา ค่อนข้างเป็น Black box เพราะแบรนด์จะไม่รู้เลยว่า Platform กระจายเครดิตอย่างไร

    ภาพรวมของบทความนี้ คือ

    • ธุรกิจทำงานเหมือนเครื่องบิน ถ้าแบรนด์ดูแลแต่ละส่วนของเครื่องบินได้ดี ก็สามารถบินถึงเป้าหมายได้ไม่ยาก 🙂
    • Marketing is Believe Building and Education.
    • Marketing Funnel มีทั้ง Behavior และ Believe Funnel ใช้คู่กันได้
    • กว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้า Customer Journey ซับซ้อนมาก
      ทีม Marketing สามารถช่วยหาสาเหตุที่ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า ว่าเกิดจาก Touch point ใด และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
    • Digital Marketing เป็นการทำการตลาดผ่านโลกออนไลน์
      มีข้อดี คือ สามารถวัดผลได้ ราคาถูก และเข้าถึงคนได้เยอะ

    สุดท้าย…หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณผู้อ่านจะได้เห็นภาพรวมของ Marketing & Business ไม่มากก็น้อยค่ะ
    ถ้ามีคำแนะนำเพิ่มเติมก็พิมพ์ Comment คุยกันได้ วันนี้ Cindy 🐰 ขอลาไปก่อนค่ะ