เศรษฐกิจไม่ดี…จะหารายได้เพิ่มโดยไม่ลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

เศรษฐกิจไม่ดี...จะหารายได้เพิ่มโดยไม่ลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้เศรษฐกิจทั่วทั้งโลกชะลอตัวรวมถึงประเทศไทยด้วยค่ะ

Cindy 🐰 เลยหยิบเอาสรุปคอร์สเรียนชื่อ “วิธีหารายได้เพิ่ม โดยไม่ลงทุนซักกะบาท” ของคุณพลอย อนัญญา (Anunyapalearn) มาฝากค่ะ

โมเดลธุรกิจแบบไม่ใช้เงินลงทุน

มีวิธีไหนบ้างที่จะหาเงินได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินทุนบ้าง? มาดูกันค่ะ!

โมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน
โมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน

จากรูปจะเห็นว่า หากไม่ใช้เงินลงทุนแล้วต้องการจะหารายได้เพิ่มก็จะต้องใช้ 2 สิ่ง คือ เวลา และ สกิล (skill) ค่ะ

ถ้าอยากเป็นนักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)?

ก็ต้องใช้เวลาสร้างคอนเทนต์ และมีทักษะ (Skill) จำเป็นต่างๆ เช่น ทักษะการเล่าเรื่อง ทักษะการสื่อสาร รวมไปถึงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยค่ะ

สำหรับโมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน มีหลักๆ 5 แบบ คือ

  1. ฟรีแลนซ์ (Freelancer)
  2. ผู้สอน (Educator)
  3. นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)
  4. ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)
  5. นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)

ฟรีแลนซ์ (Freelancer)

Freelancer
Freelancer

ให้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เรามี Skill อะไรที่ลอกเลียนแบบได้ยากหรือมีความรู้มากกว่าคนอื่น? (และมีคนจ้างทำงาน)

ข้อสังเกต
งานที่ได้เงินเยอะๆ มักเป็นงานที่ Copy ได้ยากหรือต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทักษะนั้น

เช่น พนักงานกรอกเอกสาร = ง่าย (มีเวลาก็ทำได้) = ได้เงินไม่เยอะ

ในขณะที่…โปรแกรมเมอร์เฉพาะทางด้าน AI = ยาก = ได้เงินเยอะ

แม้งานนั้นจะมีคนรับทำอยู่แล้ว แต่ผลงานยังไม่น่าพอใจ (รู้สึกว่า…เราทำได้ดีกว่านี้อีกนะ!) ลูกค้าควรจะจ้างเรา ก็สามารถรับทำงานนั้นได้ค่ะ

นอกจากนี้ เรายังสามารถสร้างบริการแปลกๆ ตามความสนใจได้เลย

เช่น Personal Shopper บริการปรับลุค แปลงโฉมให้ลูกค้าดูดี ซึ่งเจ้าของธุรกิจเริ่มทำสิ่งนี้จากแค่ความชอบการช้อปปิ้ง ชอบการแต่งตัวให้ดูดีของตนเอง

หนึ่งในปัญหาของชาวฟรีแลนซ์ คือ จะหาลูกค้ายังไง?

สิ่งแรกเลยคือให้ลิสต์บุคคลที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าออกมาก่อน…มีกลุ่มไหนบ้างนะ?

แล้วทักแชทไปหาโดยเสนอทำฟรีให้ระยะเวลาสั้นๆ (1-2 เดือน) เพื่อเก็บ Profile ว่าเราสามารถทำได้จริงๆ หรือจะทำเป็น Package เสนอขายก็ได้!

Tips

  • ลูกค้าแต่ละกลุ่ม Package ที่เสนอขายก็ไม่ควรเหมือนกันนะ!
  • การเขียน Package เสนอขาย ให้คิดในมุมลูกค้าเยอะๆ ด้วยว่า เขาต้องการ service อะไรจากเรา?
  • Platform หางานฟรีแลนซ์ เช่น Fastwork, Fiverr, FB Group

แม้ฟรีแลนซ์จะมีข้อดีเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่ถ้าไม่ทำงานก็จะไม่มีรายได้เช่นกัน

ผู้สอน (Educator)

Educator
Educator

Educator สามารถสอนได้ทั้งเรื่องที่เป็นเชิงวิชาการและไม่ใช่วิชาการ…เอาจริงๆ คือ ทุกอย่างสอนได้หมด แม้แต่สอนจีบสาว!

รูปแบบการสอนมีทั้งแบบติดแคปเวลาและไม่ติดแคปเวลา

  • ติดแคปเวลา เช่น รับสอนพิเศษรายชั่วโมง – ขึ้นกับเวลาว่างของผู้สอนและผู้เรียน
  • ไม่ติดแคปเวลา เช่น คอร์สเรียนออนไลน์, E-book, Subscription – ผู้สอนลงทุนสร้างครั้งเดียวแล้วสามารถขายได้ตลอดไป (แคปรายได้ก็มีโอกาสมากกว่าด้วย เพราะสามารถ Scalability ได้)

บางคนอาจกำลังคิดอยู่ในใจว่า…แล้วถ้ายังไม่เก่งอะไรเลย จะทำยังไง?

ก็…อาจต้องเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจากคนที่เก่งกว่าหลายๆ คน พอได้มีเวลาหมกมุ่นกับเรื่องๆ นั้นมากพอ เราก็จะเก่งขึ้นเองค่ะ 😃

สำหรับสาย Educator จำเป็นที่ผู้สอนจะต้องพิสูจน์ (Proof) ตัวเองก่อนเสมอถึงจะเริ่มมีลูกค้าได้ เพราะเราคงไม่จ้าง Trainer ที่หุ่นไม่ดีมาสอนลดน้ำหนักใช่มั้ยคะ?

เมื่อทำสำเร็จให้ถ่ายทอดความรู้นั้นให้ลูกศิษย์ต่อไปเรื่อยๆ จนมีการนำไปบอกต่อ (แปลว่า คนสอนสอนดีค่ะ…เย้!)

นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)

Affiliator
Affiliator

หนึ่งในทักษะที่สำคัญสำหรับนายหน้าออนไลน์หรือผู้ที่ช่วยโปรโมตสินค้า/บริการคนอื่น คือ “ทักษะการขาย” โดยข้อดีของอาชีพนี้คือไม่ต้องสต็อกสินค้าค่ะ

ผู้เป็นนายหน้าออนไลน์สามารถนำสินค้าจากแพลตฟอร์ม e-commerce เช่น Shopee Lazada TikTok มาโปรโมตและจะมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นตามที่ตกลงกันไว้

รูปแบบการโปรโมตเป็นได้ทั้งแบบคลิปวีดีโอ ไลฟ์สด สตอรี่ เขียนบล็อค

ส่วนโปรแกรมที่นิยมใช้ทำวีดีโอหรือตกแต่งรูปภาพ คือ Capcut (แนะนำค่ะ)

อะไรคือสิ่งที่เราควรขาย?

  1. ของที่มี/ใช้เอง – ทำให้การโปรโมตดูน่าเชื่อถือมากขึ้นเพราะเราใช้สินค้านั้นเองจริงๆ
  2. ของที่เชี่ยวชาญ – เป็นของใช้เฉพาะกลุ่ม เช่น คนเป็น Content creator ก็จะมีอุปกรณ์จำพวกกล้อง ขาตั้งกล้อง ไฟจัดแสง เป็นต้น
  3. ของที่กำลังเป็นเทรนด์ คนให้ความสนใจ – เช่น ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด อาจจะโปรโมตสินค้าพวกแมสปิดปาก แอลกอฮอล์เจล เป็นต้น

สินค้าที่นายหน้าแต่ละคนขายได้มักเป็นสินค้าที่เขารู้สึกอินกับมัน ชอบสินค้านั้นมากๆ และเชื่อว่ามันดีจริงๆ ค่ะ 😃

“One thing at a time”

สำหรับนายหน้ามือใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก ให้เลือกขายสินค้าเพียงชนิดเดียว (หรือหมวดหมู่เดียว) เพื่อให้ลูกค้ามีภาพจำได้ง่าย ไม่โดดไปขายหลายอย่างจนขาดความน่าเชื่อถือค่ะ

ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)

Digital Product
Digital Product

Digital product เป็นอะไรที่เหนื่อยทำแค่ครั้งเดียวแต่สามารถขายได้ตลอดไปและสามารถขายให้กับคนทั้งโลกได้เลยค่ะ

ตัวอย่าง Digital product เช่น Online courses, eBooks, Digital art, Apps, Audiobooks เป็นต้น

Amazon Merch on Demand ที่ให้คนทั่วไปสามารถออกแบบลวดลายของสินค้าแล้ววางขายบน Amazon ได้

การขาย Checklist ของ Co-Working Space ในกรุงเทพฯ ที่สามารถไปนั่งทำงานก็จัดว่าอยู่ในหมวดสินค้าดิจิทัลเช่นกันค่ะ

นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)

Content Creator
Content Creator

หนึ่งในทักษะสำคัญของนักสร้างคอนเทนต์คือสื่อสารเก่ง มี Communication skill ดี

  • ทักษะ Input – การฟัง การอ่าน
  • ทักษะ Output – การพูด การเขียน

รูปแบบของ Content มีได้หลายแบบ (เช่น วีดีโอ โพสต์ รูปภาพ) ผู้เป็น Content creator จะต้องเก่งทำคอนเทนต์อย่างน้อย 1 แบบค่ะ

ถ้าจะทำ content ออกหน้ากล้องก็จะต้องมีทักษะการพูดที่ดี พูดเก่ง น่าฟัง…ไม่ใช่พูดแล้วคนฟังหลับหมด! 😂

Model การหารายได้ของ Content creator

  1. Advertising model คือ ได้เงินตามยอด view ของแพลตฟอร์มที่ทำ content เช่น Facebook Youtube
  2. Subscription model คือ การสมัครสมาชิกเพื่อติดตาม creator ที่ตนชื่นชอบอย่างใกล้ชิดหรือมีสิทธิพิเศษมากกว่าคนทั่วไป เช่น การดู LIVE แบบเต็ม
  3. Donate model คือ การบริจากเงินเพราะชื่นชอบความสามารถบางอย่างของ creator ที่ตนชื่นชอบ
  4. Sponsored model คือ แบรนด์ต่างๆ ที่จ้าง creator ให้พูดถึงสินค้าของเขา
    ปัจจุบันหลายแบรนด์เลือกจะจ้าง creator ตัวเล็กหลายๆ คนที่มีผู้ติดตามไม่ได้เยอะมาก (มี Followers 1,000 คนขึ้นไป) มากกว่าการจ้างดารา-นักแสดงเพียงคนเดียวแต่ต้องจ่ายค่าจ้างราคาสูงค่ะ

เราเหมาะกับการหารายได้แบบไหน?

Skill การตั้งคำถาม
Skill การตั้งคำถาม

ให้เริ่มจากการ “ตั้งคำถาม” ถามตัวเองก่อนว่า จากเนื้อหาด้านบนที่อ่านมา อะไรที่พอจะทำได้บ้าง เราคิดว่าแบบไหนง่ายที่สุด รู้สึกอยากทำสิ่งนั้นมากที่สุดค่ะ

ตัวอย่างคำถาม

  • เราสามารถทำงานที่ชอบโดยไม่มีรายได้อื่นได้นานเท่าไหร่ (เงินเก็บ = ?)
  • เรามีเวลาทำสิ่งนั้นแน่นอนมั้ยทั้งในระยะสั้นและยาว – ถ้าเป็น Subscription model ก็ต้องมั่นใจว่ามีเวลาทำ content ให้ผู้ติดตามรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
  • ตัวเราอยากสร้างตัวตนมาก-น้อยแค่ไหน
  • เรื่องอะไรที่เราถนัดและสามารถสอนคนอื่นได้
  • ตอนนี้ตัวเราติดตรงไหน ทำไมถึงยังไม่เดินหน้าต่อ
    • เราได้เอาสิ่งที่คิดไว้มาลงมือทำหรือเปล่า?
    • เราได้ตั้งเป้าหมายใหม่ๆ ที่น่าสนใจหรือไม่?
    • เราเห็นภาพเป้าหมายตัวเองรึเปล่า?
    • เราได้ออกไปทำอะไรใหม่ๆ หรืออะไรที่ไม่เคยทำบ้างมั้ย?
    • เรามีความสุขกับสิ่งที่มีรึเปล่า?
    • เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิดบวกกับตัวเองหรือเปล่า?
    • สิ่งที่ทำอยู่ ตรงกับสิ่งที่เราให้คุณค่าหรือเปล่า?
    • เราคิดว่าชีวิตตอนนี้มีสมดุลมั้ย?
    • เราได้โฟกัสและมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่ทำมั้ย?

ทำไมเราทำไม่ได้เท่าคนอื่น?

อะไรคือความต่างระหว่างคนที่หาเงินได้เยอะๆ กับคนที่หาไม่ได้?

เหตุผลหนึ่งคือความนานและความต่อเนื่องในการทำค่ะ เพราะการหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ ย่อมเกิดความชำนาญในสิ่งนั้น 😃

คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ “สร้างผลลัพธ์ได้เยอะ” (ไม่ใช่ใช้เวลาเยอะ)

และต้อง Focus ให้ถูกจุด รู้ว่าอะไรสำคัญ อาจใช้กฎ 80/20 (Pareto Principle) ทำน้อยแต่ได้มากค่ะ

Educator ทำ Content ก็ควรเน้นที่ตัวเนื้อหาเป็นหลัก ในขณะที่ Affiliator ที่ขายสินค้ากลุ่มแฟชั่น ก็ควรเน้น Content รูปภาพมากกว่า function ของสินค้าค่ะ

ทำไมบางคนทำนิดเดียวแล้วปังเลย?

เกิดจาก 3 ส่วนนี้ คือ

  1. โชค – มันมีจริงๆ นะ!
  2. พื้นฐาน – Essential Skills for Money Making จะทำให้ต่อยอดสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
  3. ความคิด (Mindset)

สุดท้ายนี้ อยากจะฝากคุณผู้อ่านไว้ว่า มันมีหลายวิธีมากๆ ที่จะหาเงินเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงทุน โดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าเราเหมาะกับหารายได้แบบไหนค่ะ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ Cindy 🐰 ต้องขอลาไปก่อนค่ะ

Comments

Leave a comment