Category: Marketing

  • เพราะวิกฤตคือโอกาส: บทเรียนธุรกิจสู่ความสำเร็จฉบับคุณตัน ภาสกรนที

    เพราะวิกฤตคือโอกาส: บทเรียนธุรกิจสู่ความสำเร็จฉบับคุณตัน ภาสกรนที

    1. ชีวิตวัยเด็ก
      1. รู้ตัวเองว่าถนัด/ไม่ถนัดสิ่งใด
      2. มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย
    2. ช่วงปี 40 และการผ่านวิกฤต
      1. ธุรกิจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป
      2. ตัดแขนขารักษาชีวิต
    3. เข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มและการทำการตลาด
      1. ดี-ถูกจังหวะ-เร็ว
      2. Spider Marketing
      3. ฟังเสียงลูกค้าจริง
      4. เปิดฝาโออิชิลุ้นโชค
    4. ลงทุนอสังหาริมทรัพย์
    5. มุมมองต่อเศรษฐกิจช่วงนี้
      1. เศรษฐกิจไม่ดี คือ โอกาสทองของคนที่มองเห็น
    6. รวมบทเรียนชีวิตที่อยากส่งต่อ

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 สรุปข้อคิดจาก Podcast “เพราะในทุกวิกฤต…มักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ” จากช่อง Mission To The Moon มาฝากนะคะ

    ชีวิตวัยเด็ก

    ชีวิตวัยเด็กของคุณตัน ภาสกรนที
    ชีวิตวัยเด็กของคุณตัน ภาสกรนที

    รู้ตัวเองว่าถนัด/ไม่ถนัดสิ่งใด

    ตอนเป็นเด็ก คุณตันรู้ว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง ไม่ชอบเรียนหนังสือมากๆ ก็เลยโดดเรียนมาทำงานเป็นเด็กส่งของแทน

    จากที่ช่วงปิดเทอมเคยขายขนมกุยช่าย เลี้ยงไก่ และช่วยทำบะหมี่ทำให้คุณตันรู้ว่าตัวเองชอบทำธุรกิจ

    มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย

    สมัยเป็นเด็กที่บ้านคุณตันฐานะยากจนและต้องจ่ายค่าเช่าบ้านทุกเดือน เลยฮึดสู้อยากรวย มุ่งมั่นจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จให้ได้!

    คุณตันมีนิสัย “ยกมือไว้ก่อน” คือ หัวหน้าอยากให้ช่วยงานอะไร ก็จะยกมือก่อนเลยและทุ่มเทให้งานสุดหัวใจ

    คุณตันใช้คำว่า “ฮารากิริ” คือ การฆ่าตัวตายอย่างมีเกียรติสูงสุดในยุคซามูไรของญี่ปุ่น เปรียบเสมือนการทุ่มเทให้งานสุดหัวใจนั่นเอง!

    วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คุณตันติดตามการทำงานของผู้บริหารระดับสูงในบริษัทตัวเองและได้ฟังวิธีเอาตัวรอดจากเหตุการณ์หลังเกิดวิกฤตราชาเงินทุน ปี พ.ศ. 2522

    ในปี พ.ศ.2522 เกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ของไทย เรียกว่า “วิกฤตราชาเงินทุน”

    สาเหตุก็มาจากบริษัทราชาเงินทุนปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่ไม่มีคุณภาพ รวมถึงปล่อยสินเชื่อให้บริษัทในเครือเพื่อใช้ซื้อหุ้นบริษัทของตนอีกด้วย

    สิ่งนี้ทำให้หุ้นราชาเงินทุนพุ่งสูงขึ้นมากในเวลาเพียง 1 ปีจนกลายเป็นบริษัทเงินทุนขนาดใหญ่ของประเทศ

    แต่ในเวลาต่อมากระทรวงการคลังและตลาดหลักทรัพย์ก็เข้ามาควบคุมจนต้องสั่งปิดกิจการจากการเป็นหนี้เสียและปัญหาทางการเงินของบริษัท

    ในที่สุด นักลงทุนก็พากันเทขายหุ้นจากความไม่มั่นใจ และทำให้ตลาดหุ้นไทยร่วงจนเกิดเป็นวิกฤตดังกล่าว

    ปี พ.ศ.2527 แม้เศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นจะฟื้นตัวขึ้นบ้าง แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้อยู่ ผู้บริหารที่เลือกขายทรัพย์สินของตน หลายคนผ่านวิกฤตนั้นมาได้ค่ะ 😇

    และทั้งหมดนี้…ทำให้คุณตันมีประสบการณ์จากการฟังและการทำงานเยอะมาก!

    คุณตันนำแนวคิดเดียวกันนี้มาใช้ในวิกฤตปี พ.ศ. 2540 ด้วยการ “ตัดแขนขารักษาชีวิต” จึงรอดวิกฤตมาได้เช่นกัน! 🙂

    ช่วงปี 40 และการผ่านวิกฤต

    วิกฤตปี 40 ของคุณตัน ภาสกรนที
    วิกฤตปี 40 ของคุณตัน ภาสกรนที

    ธุรกิจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป

    “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เป็นวิกฤตการเงินปี พ.ศ. 2540 เริ่มจากรัฐบาลไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาก หลายธุรกิจปิดตัว พนักงานถูกออกจากงานจำนวนมาก

    ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2540 คุณตันเริ่มลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่จังหวัดชลบุรี มีทำบ้านจัดสรรหลายโครงการ แต่ความที่ทำเกินตัวไปมาก (สนุกและคิดว่าทุกอย่างง่ายไปหมด)

    สุดท้าย…ธุรกิจ พัง-ไม่-เป็น-ท่า ค่ะ! 😣

    คุณตันเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ทุกๆ 5-10 ปี มักมีวิกฤตเกิดขึ้น คนทำธุรกิจต้องเผื่อใจและเตรียมความพร้อมรองรับไว้ด้วย

    ตัดแขนขารักษาชีวิต

    ตอนวิกฤตปี พ.ศ.2540 คุณตันมีหนี้ประมาณ 100 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้ไม่พอกับการจ่ายดอกเบี้ย แต่คุณตันก็ใช้วิธี “ตัดแขนขารักษาชีวิต”

    คือ พยายามขายทรัพย์สินที่มีออกไปให้ได้มากที่สุด (ขาดทุนก็ไม่เป็นไร) ทำให้มีเงินไปใช้จ่ายหนี้ เงินต้นลดลง ดอกเบี้ยก็ลดลงตามมา และมีกำลังใจทำธุรกิจมากขึ้น

    สุดท้ายก็…ปลดหนี้หมดได้ภายใน 2 ปีเท่านั้น! สุดยอดดด

    หลังใช้หนี้หมด คุณตันก็เริ่มธุรกิจใหม่ที่กรุงเทพฯ คือ ร้านถ่ายรูปแต่งงาน แถวทองหล่อ และใช้การจัดสรรหุ้นให้กับคนอื่นด้วย (พนง.ทุกคนจะรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของร่วม)

    ในเวลาเพียง 3-4 ปี คุณตันเน้นทำธุรกิจเดียวคือร้านถ่ายรูปแต่งงาน

    สุดท้ายก็ได้กำไรกลับมาเยอะมาก

    เข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มและการทำการตลาด

    ชาเขียว โออิชิ กรีนที
    ชาเขียว โออิชิ กรีนที

    ดี-ถูกจังหวะ-เร็ว

    คุณตันได้ไอเดียทำชาเขียวพร้อมดื่มแบบขวด “โออิชิ กรีนที” จากที่ได้ไปเห็นผลิตภัณฑ์ชาเขียวในต่างประเทศระหว่างที่ทำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิ บุฟเฟต์พอดี

    และด้วยกระแสความนิยมของชาเขียวในช่วงเวลานั้น ทำให้ชาเขียวโออิชิเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดเครื่องดื่มที่แข่งขันสูง

    เมื่อ 3 อย่างมารวมกันอย่างลงตัว คือ 1.ทำได้ดี (ทำถึง) 2.ทำถูกจังหวะ (ชาเขียวกำลังบูม) 3.ทำเร็ว (ลงมือทำ ไม่มัวแต่คิดอย่างเดียว) คุณตันก็ชนะในเกมนี้ค่ะ!

    Spider Marketing

    คุณตันใช้กลยุทธ์ “Spider Marketing” เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจของตนเข้าด้วยกัน คล้ายกับใยแมงมุมที่มีจุดศูนย์กลางแล้วแผ่ขยายออกไป

    เช่น ตอนที่เปิดร้านโออิชิ บุฟเฟต์สาขาแรกในไทย คุณตันให้ลูกค้าที่ใช้บริการร้านถ่ายรูปแต่งงานของเขา นำใบเสร็จมาแลกคูปองทานบุฟเฟต์ได้ภายใน 7 วัน

    โปรโมชั่นนี้ดึงดูดลูกค้าจำนวนมากให้มาเข้าคิวรอ จนเป็นที่ฮือฮาของคนแถวนั้นมากกก!

    ฟังเสียงลูกค้าจริง

    “รีบมากิน ถ้าไม่มาเดี๋ยวมันเจ๊งแน่!” นี่คือคำพูดของลูกค้าที่โทรศัพท์คุยกันในห้องน้ำของร้านอาหารโออิชิ บุฟเฟต์ แล้วคุณตันบังเอิญได้ยิน!

    คุณตันชอบฟังลูกค้าคุยกันเพื่อจะได้ความจริงจากลูกค้า (Insight) มากกว่าเชื่องานวิจัยเชิงวิชาการ…เพราะเรามักจะตอบว่าอร่อย (แม้ความจริงจะตรงข้ามก็เถอะ!)

    เปิดฝาโออิชิลุ้นโชค

    สำหรับคุณตันมองว่าแคมเปญนี้ไม่โอเคแล้วในปัจจุบัน เป็นแค่จุดเริ่มต้นให้ผู้บริโภครู้จักชาเขียวแบรนด์นี้มากขึ้นเฉยๆ เพราะโอกาสเป็นผู้โชคดีมีไม่มาก

    และการทำแคมเปญต่างๆ ต้องปรับตัวตามยุคสมัยด้วย

    ลงทุนอสังหาริมทรัพย์

    โรงแรมที่เชียงใหม่ คุณตัน ภาสกรนที
    โรงแรมที่เชียงใหม่ คุณตัน ภาสกรนที

    หลังจากที่เคยล้มเพราะอสังหาริมทรัพย์ไปรอบนึงแล้ว ก็ทำให้คุณตันเข้าใจมันมากขึ้น จึงได้ไปทำโรงแรมให้เช่าที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ทำออกมาได้ดี ลูกค้าชอบ

    จุดเด่นของโรงแรมที่คุณตันทำ คือ ล็อบบี้ดูหรูหราเห็นแล้วน่าประทับใจ มีพื้นที่จอดรถ บริเวณธรรมชาติ มีห้องเติมเตียง…จะเห็นว่าคุณตันเป็นคนที่เข้าใจลูกค้ามากๆ ค่ะ 😃

    มุมมองต่อเศรษฐกิจช่วงนี้

    เศรษฐกิจไม่ดีคือโอกาสทองของคนที่มองเห็น
    เศรษฐกิจไม่ดีคือโอกาสทองของคนที่มองเห็น

    เศรษฐกิจไม่ดี คือ โอกาสทองของคนที่มองเห็น

    ถาม : คุณตันว่าเศรษฐกิจช่วงนี้เป็นอย่างไร?

    ตอบ : น่ากลัวมากกกก…ไม่เคยไม่น่ากลัว มีแต่น่ากลัวเพิ่มขึ้นๆ (OMG! 😱😱😱)

    แต่ๆๆๆ ไม่ได้หมายความว่าให้เราท้อแท้ หมดแรงนะคะ เพราะคุณตันย้ำว่า…

    “มุมมอง/วิธีคิด” สำคัญที่สุดค่ะ 😃

    คนอื่น : มองเห็นปัญหา 🌩️🌪️⛈️

    คุณตัน : มองเห็นเงินทั้งนั้น 💰💵💰

    เช่น ตอนที่ตึกสตง.ถล่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ถ้าเป็นคุณตัน…

    มองว่าแย่ ❌

    สร้างตึกที่รับมือกับแผ่นดินไหวได้ดีมากๆ ✅✅✅

    รวมบทเรียนชีวิตที่อยากส่งต่อ

    • การทำธุรกิจต้องมีจิตวิญญาณความเป็นเจ้าของและเข้าใจเรื่องการแบ่งผลประโยชน์
    • คุณตันสอนลูกด้วยวิธีทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ให้เด็กซึมซับไปเอง และสอนให้เป็นคนดี
    • ส่งต่อสิ่งดีๆ โอกาสดีๆ คืนให้สังคม
    • ชีวิตต้องมีเป้าหมายและถ้าอยากประสบความสำเร็จต้องว่ายทวนน้ำ(เป็นคนส่วนน้อย)
    • ทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่…เชื่อมั่นว่าตัวเองทำได้
    • ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน
  • เศรษฐกิจไม่ดี…จะหารายได้เพิ่มโดยไม่ลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

    เศรษฐกิจไม่ดี…จะหารายได้เพิ่มโดยไม่ลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้เศรษฐกิจทั่วทั้งโลกชะลอตัวรวมถึงประเทศไทยด้วยค่ะ

    Cindy 🐰 เลยหยิบเอาสรุปคอร์สเรียนชื่อ “วิธีหารายได้เพิ่ม โดยไม่ลงทุนซักกะบาท” ของคุณพลอย อนัญญา (Anunyapalearn) มาฝากค่ะ

    1. โมเดลธุรกิจแบบไม่ใช้เงินลงทุน
      1. ฟรีแลนซ์ (Freelancer)
      2. ผู้สอน (Educator)
      3. นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)
      4. ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)
      5. นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)
    2. เราเหมาะกับการหารายได้แบบไหน?
    3. ทำไมเราทำไม่ได้เท่าคนอื่น?

    โมเดลธุรกิจแบบไม่ใช้เงินลงทุน

    มีวิธีไหนบ้างที่จะหาเงินได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินทุนบ้าง? มาดูกันค่ะ!

    โมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน
    โมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน

    จากรูปจะเห็นว่า หากไม่ใช้เงินลงทุนแล้วต้องการจะหารายได้เพิ่มก็จะต้องใช้ 2 สิ่ง คือ เวลา และ สกิล (skill) ค่ะ

    ถ้าอยากเป็นนักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)?

    ก็ต้องใช้เวลาสร้างคอนเทนต์ และมีทักษะ (Skill) จำเป็นต่างๆ เช่น ทักษะการเล่าเรื่อง ทักษะการสื่อสาร รวมไปถึงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยค่ะ

    สำหรับโมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน มีหลักๆ 5 แบบ คือ

    1. ฟรีแลนซ์ (Freelancer)
    2. ผู้สอน (Educator)
    3. นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)
    4. ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)
    5. นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)

    ฟรีแลนซ์ (Freelancer)

    Freelancer
    Freelancer

    ให้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เรามี Skill อะไรที่ลอกเลียนแบบได้ยากหรือมีความรู้มากกว่าคนอื่น? (และมีคนจ้างทำงาน)

    ข้อสังเกต
    งานที่ได้เงินเยอะๆ มักเป็นงานที่ Copy ได้ยากหรือต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทักษะนั้น

    เช่น พนักงานกรอกเอกสาร = ง่าย (มีเวลาก็ทำได้) = ได้เงินไม่เยอะ

    ในขณะที่…โปรแกรมเมอร์เฉพาะทางด้าน AI = ยาก = ได้เงินเยอะ

    แม้งานนั้นจะมีคนรับทำอยู่แล้ว แต่ผลงานยังไม่น่าพอใจ (รู้สึกว่า…เราทำได้ดีกว่านี้อีกนะ!) ลูกค้าควรจะจ้างเรา ก็สามารถรับทำงานนั้นได้ค่ะ

    นอกจากนี้ เรายังสามารถสร้างบริการแปลกๆ ตามความสนใจได้เลย

    เช่น Personal Shopper บริการปรับลุค แปลงโฉมให้ลูกค้าดูดี ซึ่งเจ้าของธุรกิจเริ่มทำสิ่งนี้จากแค่ความชอบการช้อปปิ้ง ชอบการแต่งตัวให้ดูดีของตนเอง

    หนึ่งในปัญหาของชาวฟรีแลนซ์ คือ จะหาลูกค้ายังไง?

    สิ่งแรกเลยคือให้ลิสต์บุคคลที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าออกมาก่อน…มีกลุ่มไหนบ้างนะ?

    แล้วทักแชทไปหาโดยเสนอทำฟรีให้ระยะเวลาสั้นๆ (1-2 เดือน) เพื่อเก็บ Profile ว่าเราสามารถทำได้จริงๆ หรือจะทำเป็น Package เสนอขายก็ได้!

    Tips

    • ลูกค้าแต่ละกลุ่ม Package ที่เสนอขายก็ไม่ควรเหมือนกันนะ!
    • การเขียน Package เสนอขาย ให้คิดในมุมลูกค้าเยอะๆ ด้วยว่า เขาต้องการ service อะไรจากเรา?
    • Platform หางานฟรีแลนซ์ เช่น Fastwork, Fiverr, FB Group

    แม้ฟรีแลนซ์จะมีข้อดีเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่ถ้าไม่ทำงานก็จะไม่มีรายได้เช่นกัน

    ผู้สอน (Educator)

    Educator
    Educator

    Educator สามารถสอนได้ทั้งเรื่องที่เป็นเชิงวิชาการและไม่ใช่วิชาการ…เอาจริงๆ คือ ทุกอย่างสอนได้หมด แม้แต่สอนจีบสาว!

    รูปแบบการสอนมีทั้งแบบติดแคปเวลาและไม่ติดแคปเวลา

    • ติดแคปเวลา เช่น รับสอนพิเศษรายชั่วโมง – ขึ้นกับเวลาว่างของผู้สอนและผู้เรียน
    • ไม่ติดแคปเวลา เช่น คอร์สเรียนออนไลน์, E-book, Subscription – ผู้สอนลงทุนสร้างครั้งเดียวแล้วสามารถขายได้ตลอดไป (แคปรายได้ก็มีโอกาสมากกว่าด้วย เพราะสามารถ Scalability ได้)

    บางคนอาจกำลังคิดอยู่ในใจว่า…แล้วถ้ายังไม่เก่งอะไรเลย จะทำยังไง?

    ก็…อาจต้องเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจากคนที่เก่งกว่าหลายๆ คน พอได้มีเวลาหมกมุ่นกับเรื่องๆ นั้นมากพอ เราก็จะเก่งขึ้นเองค่ะ 😃

    สำหรับสาย Educator จำเป็นที่ผู้สอนจะต้องพิสูจน์ (Proof) ตัวเองก่อนเสมอถึงจะเริ่มมีลูกค้าได้ เพราะเราคงไม่จ้าง Trainer ที่หุ่นไม่ดีมาสอนลดน้ำหนักใช่มั้ยคะ?

    เมื่อทำสำเร็จให้ถ่ายทอดความรู้นั้นให้ลูกศิษย์ต่อไปเรื่อยๆ จนมีการนำไปบอกต่อ (แปลว่า คนสอนสอนดีค่ะ…เย้!)

    นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)

    Affiliator
    Affiliator

    หนึ่งในทักษะที่สำคัญสำหรับนายหน้าออนไลน์หรือผู้ที่ช่วยโปรโมตสินค้า/บริการคนอื่น คือ “ทักษะการขาย” โดยข้อดีของอาชีพนี้คือไม่ต้องสต็อกสินค้าค่ะ

    ผู้เป็นนายหน้าออนไลน์สามารถนำสินค้าจากแพลตฟอร์ม e-commerce เช่น Shopee Lazada TikTok มาโปรโมตและจะมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นตามที่ตกลงกันไว้

    รูปแบบการโปรโมตเป็นได้ทั้งแบบคลิปวีดีโอ ไลฟ์สด สตอรี่ เขียนบล็อค

    ส่วนโปรแกรมที่นิยมใช้ทำวีดีโอหรือตกแต่งรูปภาพ คือ Capcut (แนะนำค่ะ)

    อะไรคือสิ่งที่เราควรขาย?

    1. ของที่มี/ใช้เอง – ทำให้การโปรโมตดูน่าเชื่อถือมากขึ้นเพราะเราใช้สินค้านั้นเองจริงๆ
    2. ของที่เชี่ยวชาญ – เป็นของใช้เฉพาะกลุ่ม เช่น คนเป็น Content creator ก็จะมีอุปกรณ์จำพวกกล้อง ขาตั้งกล้อง ไฟจัดแสง เป็นต้น
    3. ของที่กำลังเป็นเทรนด์ คนให้ความสนใจ – เช่น ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด อาจจะโปรโมตสินค้าพวกแมสปิดปาก แอลกอฮอล์เจล เป็นต้น

    สินค้าที่นายหน้าแต่ละคนขายได้มักเป็นสินค้าที่เขารู้สึกอินกับมัน ชอบสินค้านั้นมากๆ และเชื่อว่ามันดีจริงๆ ค่ะ 😃

    “One thing at a time”

    สำหรับนายหน้ามือใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก ให้เลือกขายสินค้าเพียงชนิดเดียว (หรือหมวดหมู่เดียว) เพื่อให้ลูกค้ามีภาพจำได้ง่าย ไม่โดดไปขายหลายอย่างจนขาดความน่าเชื่อถือค่ะ

    ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)

    Digital Product
    Digital Product

    Digital product เป็นอะไรที่เหนื่อยทำแค่ครั้งเดียวแต่สามารถขายได้ตลอดไปและสามารถขายให้กับคนทั้งโลกได้เลยค่ะ

    ตัวอย่าง Digital product เช่น Online courses, eBooks, Digital art, Apps, Audiobooks เป็นต้น

    Amazon Merch on Demand ที่ให้คนทั่วไปสามารถออกแบบลวดลายของสินค้าแล้ววางขายบน Amazon ได้

    การขาย Checklist ของ Co-Working Space ในกรุงเทพฯ ที่สามารถไปนั่งทำงานก็จัดว่าอยู่ในหมวดสินค้าดิจิทัลเช่นกันค่ะ

    นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)

    Content Creator
    Content Creator

    หนึ่งในทักษะสำคัญของนักสร้างคอนเทนต์คือสื่อสารเก่ง มี Communication skill ดี

    • ทักษะ Input – การฟัง การอ่าน
    • ทักษะ Output – การพูด การเขียน

    รูปแบบของ Content มีได้หลายแบบ (เช่น วีดีโอ โพสต์ รูปภาพ) ผู้เป็น Content creator จะต้องเก่งทำคอนเทนต์อย่างน้อย 1 แบบค่ะ

    ถ้าจะทำ content ออกหน้ากล้องก็จะต้องมีทักษะการพูดที่ดี พูดเก่ง น่าฟัง…ไม่ใช่พูดแล้วคนฟังหลับหมด! 😂

    Model การหารายได้ของ Content creator

    1. Advertising model คือ ได้เงินตามยอด view ของแพลตฟอร์มที่ทำ content เช่น Facebook Youtube
    2. Subscription model คือ การสมัครสมาชิกเพื่อติดตาม creator ที่ตนชื่นชอบอย่างใกล้ชิดหรือมีสิทธิพิเศษมากกว่าคนทั่วไป เช่น การดู LIVE แบบเต็ม
    3. Donate model คือ การบริจากเงินเพราะชื่นชอบความสามารถบางอย่างของ creator ที่ตนชื่นชอบ
    4. Sponsored model คือ แบรนด์ต่างๆ ที่จ้าง creator ให้พูดถึงสินค้าของเขา
      ปัจจุบันหลายแบรนด์เลือกจะจ้าง creator ตัวเล็กหลายๆ คนที่มีผู้ติดตามไม่ได้เยอะมาก (มี Followers 1,000 คนขึ้นไป) มากกว่าการจ้างดารา-นักแสดงเพียงคนเดียวแต่ต้องจ่ายค่าจ้างราคาสูงค่ะ

    เราเหมาะกับการหารายได้แบบไหน?

    Skill การตั้งคำถาม
    Skill การตั้งคำถาม

    ให้เริ่มจากการ “ตั้งคำถาม” ถามตัวเองก่อนว่า จากเนื้อหาด้านบนที่อ่านมา อะไรที่พอจะทำได้บ้าง เราคิดว่าแบบไหนง่ายที่สุด รู้สึกอยากทำสิ่งนั้นมากที่สุดค่ะ

    ตัวอย่างคำถาม

    • เราสามารถทำงานที่ชอบโดยไม่มีรายได้อื่นได้นานเท่าไหร่ (เงินเก็บ = ?)
    • เรามีเวลาทำสิ่งนั้นแน่นอนมั้ยทั้งในระยะสั้นและยาว – ถ้าเป็น Subscription model ก็ต้องมั่นใจว่ามีเวลาทำ content ให้ผู้ติดตามรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
    • ตัวเราอยากสร้างตัวตนมาก-น้อยแค่ไหน
    • เรื่องอะไรที่เราถนัดและสามารถสอนคนอื่นได้
    • ตอนนี้ตัวเราติดตรงไหน ทำไมถึงยังไม่เดินหน้าต่อ
      • เราได้เอาสิ่งที่คิดไว้มาลงมือทำหรือเปล่า?
      • เราได้ตั้งเป้าหมายใหม่ๆ ที่น่าสนใจหรือไม่?
      • เราเห็นภาพเป้าหมายตัวเองรึเปล่า?
      • เราได้ออกไปทำอะไรใหม่ๆ หรืออะไรที่ไม่เคยทำบ้างมั้ย?
      • เรามีความสุขกับสิ่งที่มีรึเปล่า?
      • เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิดบวกกับตัวเองหรือเปล่า?
      • สิ่งที่ทำอยู่ ตรงกับสิ่งที่เราให้คุณค่าหรือเปล่า?
      • เราคิดว่าชีวิตตอนนี้มีสมดุลมั้ย?
      • เราได้โฟกัสและมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่ทำมั้ย?

    ทำไมเราทำไม่ได้เท่าคนอื่น?

    อะไรคือความต่างระหว่างคนที่หาเงินได้เยอะๆ กับคนที่หาไม่ได้?

    เหตุผลหนึ่งคือความนานและความต่อเนื่องในการทำค่ะ เพราะการหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ ย่อมเกิดความชำนาญในสิ่งนั้น 😃

    คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ “สร้างผลลัพธ์ได้เยอะ” (ไม่ใช่ใช้เวลาเยอะ)

    และต้อง Focus ให้ถูกจุด รู้ว่าอะไรสำคัญ อาจใช้กฎ 80/20 (Pareto Principle) ทำน้อยแต่ได้มากค่ะ

    Educator ทำ Content ก็ควรเน้นที่ตัวเนื้อหาเป็นหลัก ในขณะที่ Affiliator ที่ขายสินค้ากลุ่มแฟชั่น ก็ควรเน้น Content รูปภาพมากกว่า function ของสินค้าค่ะ

    ทำไมบางคนทำนิดเดียวแล้วปังเลย?

    เกิดจาก 3 ส่วนนี้ คือ

    1. โชค – มันมีจริงๆ นะ!
    2. พื้นฐาน – Essential Skills for Money Making จะทำให้ต่อยอดสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
    3. ความคิด (Mindset)

    สุดท้ายนี้ อยากจะฝากคุณผู้อ่านไว้ว่า มันมีหลายวิธีมากๆ ที่จะหาเงินเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงทุน โดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าเราเหมาะกับหารายได้แบบไหนค่ะ

    หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ Cindy 🐰 ต้องขอลาไปก่อนค่ะ

  • ทำอย่างไร? ถ้าอยากสร้างแบรนด์ในยุค Digital

    ทำอย่างไร? ถ้าอยากสร้างแบรนด์ในยุค Digital

    1. การเข้าใจความสัมพันธ์ของแบรนด์และธุรกิจ
    2. การสร้างแบรนด์ผ่านการใช้ Digital Marketing
    3. ผู้บริโภคยุค Digital เป็นอย่างไร
    4. วิธีหาข้อมูลเตรียมทำการตลาดเกี่ยวกับผู้บริโภค
    5. สำรวจตลาดคู่แข่งและตัวเอง
    6. วางแผนเข้าถึงและสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อสร้างแบรนด์
    7. วิธีวัดผลต่างๆ
    8. สรุปภาพรวม

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 สรุปบทเรียนจากคอร์สการสร้างแบรนด์และธุรกิจโดยใช้ Digital Marketing ของคุณสุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล อุปนายกฝ่ายดิจิตัลและเทคโนโลยี สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยมาฝากค่ะ

    การเข้าใจความสัมพันธ์ของแบรนด์และธุรกิจ

    25 Most Valuable Brands 2025
    25 Most Valuable Brands 2025

    แบรนด์และธุรกิจเป็นสิ่งที่แยกจากกันได้ยาก ธุรกิจใหญ่ๆ มักใส่ใจเรื่องการสร้างแบรนด์ เช่น Apple แบรนด์อันดับ 1 มีมูลค่าเทียบเป็นเงิน คือ USD574.5 billion หรือ 18.90 ล้านล้านบาท

    รถยนต์หรู Ferrari ก็ใส่ใจเรื่องนี้เช่นกันและยังสามารถทำรายได้จากการเป็น Sponsor ที่มีการใช้ Logo ของแบรนด์ประมาณปีละ 15,000 ล้านบาทอีกด้วย

    จะเห็นได้ว่า มูลค่าของแบรนด์สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้

    แม้จะมีน้อยคนนักที่ได้ใช้แบรนด์รถยนต์หรู Ferrari แต่คนทั่วไปก็สามารถรับรู้ได้ว่า Ferrari เป็นแบรนด์แบบใด

    สิ่งที่เจ้าของแบรนด์มักทำเพื่อให้ลูกค้ารู้จักและอยากซื้อสินค้าคือการโฆษณา แต่ผู้บริโภคยุคใหม่มักไม่ได้เชื่อโฆษณาอย่างเดียว บางครั้งอาจจะมองหาตัวช่วยตัดสินใจอื่นๆ เช่น

    • ข่าว
    • การประชาสัมพันธ์
    • บุคคลที่เป็นผู้นำทางความคิด (Influencer)

    นอกจากนี้ “การสร้างแบรนด์” ยังรวมถึง ความรู้สึก ประสบการณ์ ความทรงจำ และ สิ่งที่อยู่ในใจลูกค้าอีกด้วย

    การสร้างแบรนด์ผ่านการใช้ Digital Marketing

    สิ่งสำคัญที่สุดในการทำการตลาด คือ การเข้าใจความในใจผู้บริโภค (Customer Insight) เพราะ เมื่อเข้าใจแล้วก็จะสามารถออกแบบการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    พุทธศาสนิกชนยุค 5G และ Wallpaper เสริมดวง
    พุทธศาสนิกชนยุค 5G และ Wallpaper เสริมดวง

    จากรูป การนำสมาร์ทวอทช์มาห้อยคอและพื้นหลังเป็นพระพุทธรูปหรือการมีวอลเปเปอร์มือถือเสริมดวงด้านต่างๆ สิ่งที่อยู่ในใจผู้บริโภคคืออะไร? ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น?

    คำตอบที่ได้อาจจะเป็นเรื่องความโชคดีและความสบายใจของผู้คน สำหรับนักการตลาดอาจต้องตั้งคำถามต่อว่า ทำไมผู้บริโภคคนนี้ถึงต้องการสิ่งนี้

    ผู้บริโภคยุค Digital เป็นอย่างไร

    ปัจจุบันผู้บริโภคมีสมาธิสนใจสิ่งต่างๆ สั้นลงมากกก

    ลองสังเกตตัวเองก็ได้ค่ะ เวลาเปิด social media ถ้าไม่ได้สนใจ Content นั้นๆ ก็จะไถมือถือผ่านเร็วมาก! 2-3 วินาที. . .หนีดีกว่า ><!

    ดังนั้นเจ้าของแบรนด์อาจต้องลองคิดใหม่ว่า เนื้อหาแบบใดที่ดึงความสนใจผู้บริโภคได้ แล้วจะส่งต่อ Content นั้นผ่านช่องทางไหนบ้าง?

    เวฟมั้ยคะ?
    เวฟมั้ยคะ?

    จากรูปจะเห็นว่า มีรถจักรยานยนต์รุ่น Honda Wave ล้มตัวนอนในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง เมื่อมาอยู่ในบริบทของสังคมไทยที่เป็นคนตลกเฮฮา จึงเกิดเป็นวลีว่า “เวฟมั้ยคะ?”

    ซึ่งวลีนี้ก็เป็นคำถามเดียวกันกับที่พนักงานของเซเว่น อีเลฟเว่นมักถามลูกค้าค่ะ

    หลังจากที่โพสต์ Content นี้ในโลกออนไลน์ ก็มีผู้คนชื่นชอบและแชร์ต่อกันเยอะมาก!

    60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมเปลี่ยนแบรนด์
    60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมเปลี่ยนแบรนด์

    60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมจะเปิดใจและเปลี่ยนแบรนด์ (นี่คือโอกาสของสินค้าใหม่ค่ะ!) เหตุผล คือ

    1. คุ้มกว่า
    2. ดีกว่า
    3. อยากลองของใหม่ (เบื่อของเดิม)

    ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแบรนด์ที่ไม่มีการผลิตสินค้าใหม่ออกมาเลย กับ แบรนด์ที่ผลิตสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ ผู้บริโภคมักให้ความสนใจกับแบรนด์ประเภทหลังมากกว่า

    สินค้ากลุ่มแฟชั่น เสื้อผ้า มักขายได้ดีทางออนไลน์ เนื่องจากผู้บริโภคชอบความสะดวกสบายในการ shopping มีให้เลือกเยอะและมองหาเทรนด์การแต่งตัวใหม่ๆ อยู่เสมอ

    การทำความรู้จักพูดคุยกับลูกค้าของตนจะช่วยให้แบรนด์เข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

    เช่น ปัจจุบัน กลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z มักค้นหาข้อมูลผ่านทางแอปพลิเคชัน TikTok แล้วเรียนรู้ผ่าน VDO บนแพลตฟอร์มเลย

    แต่ข้อจำกัด คือ Content เหล่านั้นก็ไม่ได้ถูกต้อง 100% จึงควรเช็คข้อมูลอีกครั้งค่ะ

    แอปพลิเคชัน Bondee
    แอปพลิเคชัน Bondee

    แอปพลิเคชัน Bondee ก็เคยได้รับความนิยม สร้างตัวละคร Avartar น่ารักๆ และคุยแชทกับเพื่อนได้แต่หลังจากเปิดตัวมาเพียง 1 สัปดาห์ก็แทบไม่มีใครเข้ามาใช้งานอีกเลย

    จะเห็นว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็ว เวลาที่นักการตลาดจะพิจารณาใช้ช่องทางใดทำการตลาดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยนี้ด้วย

    1 ในปัจจัยการเลือกแบรนด์คือ ความเชื่อถือ ผู้บริโภคมักเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เขารู้สึกสบายใจค่ะ 😃

    ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าของแบรนด์อาจไม่ต้องคิดอะไรมากเกินไป เพราะผู้บริโภคใจดีและให้โอกาสแบรนด์ค่ะ

    ทำผิดก็ปรับปรุงได้น้าา…ไม่ต้องคิดมากจ้าาา แล้วถ้าแบรนด์ทำได้ดี ผู้บริโภคประทับใจก็พร้อมจะช่วยบอกต่อให้ด้วยค่ะ 🙂

    สำหรับ Facebook Group คือกลุ่มรวมคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ซึ่งเจ้าของแบรนด์สามารถเข้าไปแฝงตัวเรียนรู้และทำความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้

    วิธีหาข้อมูลเตรียมทำการตลาดเกี่ยวกับผู้บริโภค

    กิ๊บติดหัวรุ่นตอแหล
    กิ๊บติดหัวรุ่นตอแหล

    จากรูปเป็นกิ๊บติดผมรุ่นสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชาย (ไม่ใช่กิ๊บจัดทรงแบบปกติแล้วนะ!)

    สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ต้องคิดคือ

    • ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความในใจ/กำลังต้องการสิ่งใด? (จุดเริ่มต้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชาย)
    • แล้ว…สินค้าของแบรนด์เราจะช่วยเขาแก้ปัญหาได้อย่างไร? (กิ๊บติดผมรุ่นใบไม้ที่กะให้ผู้ชายปัดออก)

    ข้อดีของยุคนี้คือข้อมูลการตลาดหาได้ง่ายขึ้นและมีเยอะมากกก!

    เครื่องมือที่ใช้ได้ เช่น

    • Google Trend – ทำให้รู้พฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคใน Google Search
    • Facebook Group – รวมกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเดียวกันไว้แลกเปลี่ยนประสบการณ์
    • Instagram – รวมกลุ่มคนที่สนใจสิ่งเดียวกันผ่านแฮชแท็ก (Hashtag)

    ทั้งนี้ ให้เลือกหาข้อมูลในที่ที่กลุ่มเป้าหมายสิงสถิตอยู่ค่ะ!

    เมื่อกำหนดบุคลิกภาพของกลุ่มเป้าหมาย (Persona) ได้แล้ว ก็นำข้อมูลจากเครื่องมือเหล่านี้มาวิเคราะห์ คาดเดาความในใจของผู้บริโภคได้

    เช่น นาย A อายุ 40 ปี เป็นผู้บริหารที่ชอบเทคโนโลยี

    • อุปสรรค (Barrier) : กล้องที่ใช้อยู่หนักมาก ถ่ายรูปลูกยาก (เด็กวิ่งไป-มาตลอดเวลา 😓)
    • ความต้องการ (Want) : อยากถ่ายรูปกับลูกเวลาไปเที่ยว
    • ความฝัน (Dream) : เก็บการเติบโตและความทรงจำ

    ดังนั้น นักการตลาดของแบรนด์ขายกล้องถ่ายรูปก็ต้องสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในเรื่องความรักระหว่างพ่อกับลูก

    สมมุตินักการตลาดได้ข้อมูลเชิงลึกมาว่า “ไม่ว่าจะย้อนดูรูปลูกในวัยไหนๆ ก็ทำให้แม่นั่งยิ้มคนเดียวได้ทุกครั้งเสมอ เพราะแต่ละช่วงเวลาของการเติบโตมีเสน่ห์เฉพาะตัว”

    ดังนั้น แบรนด์ก็อาจเลือกทำ Content เกี่ยวกับ “การเก็บช่วงเวลาเฉพาะตัวของเด็กแต่ละวัย” แล้วส่งต่อเรื่องราวนี้ให้กลุ่มเป้าหมายได้ค่ะ

    สำรวจตลาดคู่แข่งและตัวเอง

    การสำรวจตลาดคู่แข่ง ให้เริ่มจากการตั้งคำถามว่า

    • ผู้บริโภคต้องการอะไร
    • คู่แข่งกำลังให้อะไร
    • อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการแล้วคู่แข่งยังให้ไม่ได้

    เมื่อตอบ 3 คำถามนี้ได้ ก็จะเริ่มสร้างกลยุทธ์ของแบรนด์ ทำให้มีทิศทางของการทำการตลาดต่อไปได้

    เช่น คู่แข่งสื่อสารว่าเป็นกล้องที่เบา แบรนด์กล้องของเราอาจสื่อสารโดยเน้นว่าเป็นกล้องที่ใช้เก็บความทรงจำเฉพาะตัวของเด็ก มีระบบโฟกัสของกล้องจับภาพเด็กๆ ได้แม่นยำ

    หรือกรณีที่คู่แข่งให้สิ่งนี้กับลูกค้าได้ดีอยู่แล้ว แบรนด์กล้องของเราอาจจะหาความในใจของลูกค้ามุมอื่นๆ (ที่คู่แข่งยังไม่ได้พูดถึง) มาสู้แทนค่ะ

    แม้การสำรวจคู่แข่งจะเป็นเรื่องดี แต่ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการปรับตัวตามด้วย…ก็จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ 😊

    จะเห็นว่าการมีข้อมูลลูกค้าอยู่ก่อน (ความในใจว่าคุณพ่ออยากเก็บรูปลูกในแต่ละช่วงเวลา) จะช่วยสร้างกลยุทธ์ออกแแบบสินค้าได้ (สร้างกล้องที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์คุณพ่อ)

    “กลยุทธ์” จะเป็นตัวบอกว่าสิ่งที่เราจะเลือกทำและไม่ทำ เพราะ 2 สิ่งที่ไม่เคยพอ สำหรับการทำการตลาด คือ เงิน และ เวลา

    เช่น ถ้าแบรนด์เราเลือกพูดเรื่องกล้องที่สัมพันธ์กับวัยเฉพาะตัวของเด็ก ก็จะไม่พูดเรื่องการถ่ายภาพสัตว์หรือเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องค่ะ

    Canine Selfie Stick
    Canine Selfie Stick

    อีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ แบรนด์ Pedigree ขายขนม/อาหารให้น้องหมา เขาเลือกที่จะจับกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบการถ่ายรูปน้องหมาของตัวเอง

    ปัญหาของคนกลุ่มนี้ คือ น้องไม่เคยหยุดอยู่นิ่งเลย วิ่งตลอดเวลา

    ดังนั้น เจ้าของแบรนด์เลยแก้ปัญหาโดยนำขนม (สินค้าของแบรนด์) ให้สามารถติดอยู่ที่กล้องมือถือของเจ้าของได้ (ตามรูป)

    ผลสุดท้าย คือ สามารถถ่ายเซลฟี่น้องได้ และมี filter เพิ่มความน่ารักอีกด้วย ><!

    สังเกตว่าแบรนด์ Pedigree ก็จะไม่เคยพูดถึงเรื่องอื่นนอกจากการถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงค่ะ

    วางแผนเข้าถึงและสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อสร้างแบรนด์

    3 สิ่ง สำหรับการสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ของเราได้ คือ

    1. คนที่ใช่ – ใคร?
    2. เวลาที่ใช่ – จังหวะไหน?
    3. ประสบการณ์ที่ใช่ – จะสร้างประสบการณ์อะไร?

    โดยทำ 3 อย่างนี้ผ่านการใช้ Data ค่ะ

    Delayed Flight Machine
    Delayed Flight Machine

    เช่น แบรนด์ KitKat ต้องการจะแจกตัวอย่างสินค้า

    คนที่ใช่ : ผู้โดยสารที่มาสนามบิน

    เวลาที่ใช่ : กำลังรอขึ้นเครื่องบิน (Flight Delay)

    ประสบการณ์ที่ใช่ : ระหว่างรอ Flight Delay ให้สแกนบัตรขึ้นเครื่อง (Boarding pass) เพื่อรับ KitKat ฟรี

    Dr.PONG+ อ่านว่า...
    Dr.PONG+ อ่านว่า…

    อีก 1 ตัวอย่าง เช่น

    แบรนด์เครื่องสำอาง Dr.PONG+ ต้องการจะโปรโมตสินค้าของตัวเอง

    คนที่ใช่ : คนที่มีนิสัยชอบอะไรตลกๆ

    เวลาที่ใช่ : จังหวะที่เขากำลังเล่น Facebook

    ประสบการณ์ที่ใช่ : สร้าง Content ล้อชื่อแบรนด์ตัวเอง

    จะเห็นว่าแบรนด์นี้ แม้จะขายขำ แต่ก็ขายของไปด้วย!

    นอกจากนี้ยุคปัจจุบันเราสามารถนำ Technology มาสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างได้

    เช่น ถ้าเราเป็น Youtuber แล้วไม่มีงบจ้างชาวต่างชาติมาช่วยทำ Content ก็ใช้ AI เพื่อสร้าง VDO ที่มีชาวต่างชาติขยับปากตาม Script ของเราก็ได้

    หรืออาจใช้ Virtual Influencers หรืออินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงมาช่วยทำ Content/ขายสินค้าได้

    วิธีวัดผลต่างๆ

    การวัดผลเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อช่วยประเมินว่า “สิ่งที่ทำไปดีหรือไม่ดี?” แล้วถ้าไม่ดีจะต้องแก้ไขอย่างไร

    ตัวอย่างการวัดผลสิ่งที่แบรนด์ทำกับผู้บริโภค

    คนที่สนใจคนที่หาข้อมูลคนที่ซื้อแฟนคลับ

    การวัดก็จะดูว่าแต่ละขั้นตอนมีคนเพิ่มขึ้นกี่คน ซึ่งมีวิธีวัดผลหลากหลายมาก ขึ้นกับว่าแต่ละแบรนด์จะวัดผลอย่างไรด้วย

    เช่น เมื่อแบรนด์สร้าง VDO การวัดผลก็อาจดูสถิติหลังบ้านว่า มีผู้ชมดู VDO จนจบกี่คน คนดู VDO หายไปช่วงวินาทีที่เท่าไหร่

    ถ้าเป็นเว็บไซด์ขายของก็อาจดูว่ามีคนเข้าเว็บไซด์เพิ่มขึ้นมั้ย หรือใช้เครื่องมือ Google Analytics 4 (GA4) เอา Data มาวิเคราะห์ว่า คนที่เข้ามาซื้อของผ่านหน้าไหนของเว็บไซด์เราบ้าง เข้ามากี่ครั้งก่อนที่จะกดซื้อสินค้า

    การวัดผล 4 เรื่อง: เงิน-การกระทำ, เงิน-เวลา และ เงิน-อารมณ์
    การวัดผล 4 เรื่อง: เงิน-การกระทำ, เงิน-เวลา และ เงิน-อารมณ์

    ในภาพรวม การวัดผลจะมี 4 เรื่อง คือ

    1. เงิน
    2. การกระทำของผู้บริโภค (Actions)
    3. เวลา (Durations)
    4. อารมณ์ (Emotions) : ดีใจ โกรธ เสียใจ ตกใจ

    ให้นำ 4 เรื่องนี้มาวัดสิ่งที่แบรนด์ทำลงไปค่ะ

    สรุปภาพรวม

    • มูลค่าของแบรนด์สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ (เหมือนกับรถยนต์หรู Ferrari)
    • การตลาด ไม่ใช่ โฆษณา
    • หัวใจของการทำการตลาด คือ ต้องรู้ความในใจผู้บริโภค (Customer Insight) อะไรที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น
    • ผู้บริโภคพร้อมให้โอกาสแบรนด์ แม้ทำพลาด (คนเราพลาดกันได้ค่ะ 🙂)
    • ผู้บริโภคคนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยเฮฮา รักความสนุก หากเห็น Content แนวนี้จะชื่นชอบและแชร์ต่อเยอะมาก
    • 60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมเปิดใจและเปลี่ยนแบรนด์ ด้วย 3 เหตุผล คือ คุ้มกว่า ดีกว่า หรือ อยากลองของใหม่
    • 1 ในปัจจัยการเลือกแบรนด์ คือ ความเชื่อถือ ผู้บริโภคมักเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เขารู้สบายใจ
    • เครื่องมือที่ช่วยทำการตลาดได้ เช่น Google Trend, Facebook Group หรือ Instagram
    • การสร้างกลยุทธ์ของแบรนด์ ให้เริ่มจากการตั้งคำถามว่า ผู้บริโภคต้องการอะไร , คู่แข่งกำลังให้อะไร และ อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการแล้วคู่แข่งยังให้ไม่ได้
    • 2 สิ่งที่ไม่เคยพอสำหรับการทำการตลาด คือ เงิน และ เวลา ดังนั้น แต่ละแบรนด์ต้องเลือก Focus ให้ถูกจุด
    • 3 สิ่งในการสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ คือ คนที่ใช่, เวลาที่ใช่ และ ประสบการณ์ที่ใช่
    • การวัดผลมี 4 เรื่อง คือ เงิน การกระทำของผู้บริโภค เวลา และ อารมณ์

    สุดท้ายนี้ หวังว่าคุณผู้อ่านทุกท่านจะได้ประโยชน์จากบทความนี้นะคะ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องอะไร ฝากติดตามกันต่อนะคะ 😊

  • 3 โมเดลธุรกิจในโลกยุคปัจจุบัน

    3 โมเดลธุรกิจในโลกยุคปัจจุบัน

    1. 5 ทักษะสร้างรายได้และธุรกิจของตนเอง
    2. Million Dollar Weekend
    3. Small Business Flight Plan
    4. The Brain Audit

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 นำบทความพื้นฐานความรู้ทางธุรกิจจากคอร์ส Mini Bootcamp 2025 เพจ DataRockie มาฝากค่ะ

    3 Model ธุรกิจในบทความนี้ ได้แก่

    Million Dollar Weekend (ช่วยสร้างธุรกิจ)

    Small Business Flight Plan (ช่วยบริหารธุรกิจ)

    และ The Brain Audit (ช่วยขายสินค้าได้มากขึ้น)

    แต่ๆๆๆ . . . ก่อนอื่นขอแนะนำทักษะที่จำเป็นก่อนค่ะ 😃

    5 ทักษะสร้างรายได้และธุรกิจของตนเอง

    1. การรู้ขั้นต่ำ (Minimum Viable Skills) เพื่อให้เริ่มต้นทำงานได้
    Minimum Viable Skill
    Minimum Viable Skill

    จากรูป แกน X คือ เวลาที่ใช้เรียนรู้ทักษะนั้นๆ แกน Y คือ ระดับของทักษะ

    เช่น ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ก็จะมีคำศัพท์ที่นิยมใช้ 1,000 คำ เป็นขั้นต่ำให้สามารถอยู่รอดในต่างประเทศได้

    2. ไม่หยุดเรียนรู้จนกว่าจะพัฒนาทักษะนั้นๆ ได้ระดับ 80% (Don’t Stop Until You’re Competent)

    Don't Stop Until You're Competent
    Don’t Stop Until You’re Competent

    อย่างไรก็ตามการรู้ขั้นต่ำเป็นเพียงแค่ “เอาตัวรอด” หากต้องการใช้ภาษาได้ดีขึ้น ทำงานได้มากขึ้น ก็จำเป็นต้องอัพสกิลขึ้นไปถึง Competency Level (80%) ค่ะ

    3. ระวังกฎผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Beware of Diminishing Return)

    กฎเศรษฐศาสตร์บอกว่า หาก Skill Level ถึงระดับ 80% จะเกิด The Law of Diminishing Return

    คือ เวลาหลังจากนี้ที่ลงทุนกับ Skill นั้นๆ จะเริ่มได้ผลตอบแทนลดลงๆ ไม่คุ้มกับการลงทุน จึงแนะนำให้พัฒนา Skill อื่นๆ แทนเพราะคุ้มค่ามากกว่า

    4. รู้หลายๆ ทักษะแล้วเอามารวมพลังกัน (Skill Stacking)

    หนังสือ How to be better at (almost) everything โดย Pat Flynn ก็พูดถึงสิ่งนี้เช่นกัน

    “Skills in combination are more powerful than individual skills”

    5. เป็นผู้เชี่ยวชาญเพียงเรื่องเดียวคือการเรียนรู้ และ เป็นผู้รู้กว้างในทักษะต่างๆ (Expert in Learning, Generalist in Skill)

    เมื่อรวมพลังทักษะแล้ว แม้ไม่ได้เก่งสุดด้านใดด้านหนึ่ง แต่สุดท้ายจะสามารถสร้างธุรกิจได้

    โลกนี้ไม่มี Business Skill แต่มันเกิดจาก Skill in Combination โดยเฉพาะการสร้างธุรกิจด้วยตัวคนเดียว หรือ One Person Business ค่ะ

    ได้เวลามาแชร์ 3 โมเดลธุรกิจแล้วค่ะ. . . ลุยเล้ยย!

    Million Dollar Weekend

    Million Dollar Weekend เป็นหนังสือที่เขียนโดย Noah Kagan นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและผู้สร้าง AppSumo โดยหนังสือบอก 3 Step ที่ใช้สร้างธุรกิจ คือ

    1. Find a problem

    “Problems are everywhere.”

    ปัญหามีอยู่ทุกที่ ดังนั้นหาปัญหา(ที่อยากแก้) ให้เจอ แม้จะยังไม่มี Skill แก้ปัญหานั้น แต่ศึกษาเพิ่มทีหลังได้ค่ะ

    สิ่งที่เป็น “Problem” ต้องใหญ่มากพอที่จะหล่อเลี้ยงธุรกิจให้อยู่รอดได้

    2. Create a solution

    คือ นำเสนอ Solution ให้กับปัญหานั้นๆ

    What you create VS What Customer Want
    What you create VS What Customer Want

    จากรูปจะเห็นว่า Problem Solution ที่เราสร้างขึ้นมากับสิ่งที่ลูกค้าต้องการมีส่วนที่ Overlap กันเยอะ ยิ่งมีพื้นที่ทับซ้อนมากเท่าไหร่ ธุรกิจก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้

    3. Spend $0 validate your ideas

    ไม่ใช้เงินทดสอบ Ideas คือ การขายคอนเซ็ปต์ให้ลูกค้าสั่งของและจ่ายเงินก่อนเริ่มผลิตสินค้าจริง (Pre-Sale) นั่นเอง

    สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ขายประมาณการขายได้ถูกต้อง เป็นการลดความเสี่ยงและการเสียโอกาสจากของขาดไม่พอขายหรือของเหลือเพราะลูกค้าไม่ต้องการ

    ถ้ายอดขาย Pre-Sale สูง แปลว่า ช่วงที่ขายจริงมีโอกาสที่สินค้าจะขายได้มาก

    กลับกัน ถ้ายอดขาย Pre-Sale ต่ำ แปลว่า ผู้ผลิตไม่ควรทำสินค้านั้นออกมาขาย

    Marketing Funnel
    Marketing Funnel

    สำหรับการ Capture Attention ให้ลูกค้าสนใจแบรนด์ ให้นึกถึง Marketing Funnel ค่ะ โดยมันจะไหลจากด้านบนลงล่างผ่าน Content ของแบรนด์

    การสร้างการรับรู้ (Awareness) เช่น การสร้าง Content ดึงดูดคนให้เห็นแบรนด์เรา

    การเลือกซื้อ (Consideration) เช่น การ Live สดผ่าน Social Media แล้วมีคนกดเข้ามาฟัง

    การตัดสินใจซื้อ (Conversion) เช่น การทำ Pre-Sale ขายคอนเซ็ปต์สินค้าใน Live แล้วมีลูกค้าสนใจและโอนเงินมาให้แบรนด์

    Marketing Funnel with Conversion Rate
    Marketing Funnel with Conversion Rate

    จากรูป

    Awareness (100 คน) คือ มีลูกค้าเห็น Content ของแบรนด์ 100 คน

    Consideration (40 คน) คือ ใน 100 คนที่เห็น Content มี 40 คน เริ่มสนใจ (เข้ามาร่วมฟัง Live)

    Conversion (5 คน) คือ ในจำนวน 40 คนที่เข้าฟัง Live พบว่ามี 5 คนที่โอนเงินมาให้แบรนด์

    ดังนั้น Conversion rate = 5/100 = 5% คือ ลูกค้า 100 คนที่เห็น Content มีผู้สนใจโอนเงินมาให้ 5 คนค่ะ

    คำถาม เราสามารถปรับส่วนไหนของ Funnel ได้บ้าง???

    ถ้าอยากขายสินค้าได้มากขึ้นก็สามารถปรับได้ทั้ง 3 ส่วน คือ Awareness Consideration หรือ Conversion

    เช่น การเพิ่ม Awareness ด้วยการทำ Content ให้ดีขึ้น ก็จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาใน Funnel นี้ได้มากขึ้น

    จะเห็นได้ว่า “Content” และ “Communication” เป็นสิ่งสำคัญและเป็นพื้นฐานที่ใช้สร้างธุรกิจค่ะ

    สรุปภาพรวมค่ะ

    หา Problem → สร้าง Solution → ทำ Pre-Sale → Capture Attention → Sales 😃

    Small Business Flight Plan

    Small Business Flight Plan โดย Donald Miller ซึ่งจะมองว่าธุรกิจทำงานเหมือนเครื่องบินค่ะ

    เป้าหมายที่สำคัญของเครื่องบิน คือ เครื่องบินต้องไม่ตกก่อนจะถึงจุดหมายปลายทาง เช่นเดียวกับการทำธุรกิจที่ก็คาดหวังว่าธุรกิจจะไม่เจ้งไปเสียก่อนนั่นเอง

    Small Business Flight Plan
    Small Business Flight Plan

    6 ส่วนประกอบของเครื่องบิน มีดังนี้

    1. Captain คนขับเครื่องบิน เป็น Leadership คอยกำหนดทิศทางของธุรกิจ
    2. Body ลำตัวเครื่องบิน คือ Overhead cost ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องจ่ายเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้
      เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ
    3. Wings ปีก 2 ข้าง หรือ Product/Service คือ สินค้าหรือบริการของบริษัทฯ
    4. Left Engine เครื่องยนต์ข้างซ้าย หรือ Marketing
    5. Right Engine เครื่องยนต์ข้างขวา หรือ Sales

    โดย Marketing กับ Sales ทำให้เครื่องบินบินไปข้างหน้าได้เร็วและแรงขึ้น ขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง 😃

    6. Fuel น้ำมัน ก็คือ Cash Flow เงินสดที่ไหลเวียนในธุรกิจ

    ในช่วงที่สภาพอากาศไม่ดี ทำให้เครื่องบินต้องบินวนอยู่กลางอากาศ ดังนั้น “Cash Flow” เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้

    Donald Miller กล่าวว่า หน้าที่ของเจ้าของธุรกิจ คือ ทำให้เครื่องบินบินไปถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัย, บินอยู่บนฟ้าได้นานในช่วงวิกฤติ (Cash Flow ยังเหลือ)

    และเพื่อให้สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้เร็ว ธุรกิจจึงอยากจะทำให้ Body มีความ Lean มากขึ้น ปีกใหญ่ขึ้น เครื่องยนต์แรงขึ้น และลด Overhead cost ให้ได้เยอะๆ

    The Brain Audit

    The Brain Audit
    The Brain Audit

    The Brain Audit หนังสือของ Sean D’Souza พูดถึง กระเป๋า 7 ใบ (Seven Bags) ที่ช่วยให้ปิดการขายได้มากขึ้น

    1. Problem คือ การเริ่มต้นด้วยปัญหาของลูกค้า
    2. Solution คือ นำเสนอวิธีแก้ปัญหาสิ่งนั้น
    3. Target Profile คือ มองไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่า Problem กับ Solution ที่แบรนด์นำเสนอเหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้หรือไม่
    4. Objections คือ ข้อโต้แย้งของผลิตภัณฑ์ซึ่งทางแบรนด์ต้องตอบข้อโต้แย้งให้ครบหรืออาจให้ลูกค้าที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยรีวิวเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้น
    5. Testimonials เป็นผลลัพธ์ของการใช้สินค้าจริง
    6. Risk Reversal จะเกี่ยวข้องกับ Prospect Theory
      เนื่องจากมนุษย์ไม่ชอบความเสี่ยงหรือสถานการณ์ไม่แน่นอน ดังนั้นสิ่งที่แบรนด์สามารถทำได้ คือ Guarantee ประกันความเสี่ยงให้ลูกค้า
      เช่น มี Free Trial ทดลองใช้ฟรี 14 วัน ถ้าชอบจึงกดสมัครสมาชิกหรืออาจทำคอร์สเรียนระยะสั้นให้นักเรียนใหม่ได้ทดลองเรียนก่อนเริ่มสมัครเรียนแบบจริงจัง
    7. Uniqueness คือ ความต่างซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเราต้องสร้างขึ้นมาเอง
  • ธุรกิจและการตลาดในโลกดิจิทัลทำงานอย่างไร

    ธุรกิจและการตลาดในโลกดิจิทัลทำงานอย่างไร

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 สรุปบทความเกี่ยวกับโลกธุรกิจและการตลาดยุค Digital จากคอร์สเรียน Data science bootcamp มาให้อ่านกันนะคะ

    1. How Business Works
    2. Behavior Funnel
    3. Believe Funnel
    4. Pirate Metrics
    5. Customer Journey
    6. Digital Marketing
    7. Attribution model

    How Business Works

    การทำธุรกิจเปรียบเสมือนการขับเครื่องบิน ถ้าอยากให้เครื่องบินบินไปถึงจุดหมายปลายทางได้ก็ต้องดูแลแต่ละส่วนให้สมดุลกัน

    ส่วนประกอบของเครื่องบินในทางธุรกิจ
    ส่วนประกอบของเครื่องบินในทางธุรกิจ

    ส่วนประกอบหลักของเครื่องบิน มี 5 ส่วน ดังนี้

    1. Body (ลำตัวเครื่องบิน)
    2. Wings (ปีกเครื่องบิน)
    3. Engine (เครื่องยนต์)
    4. Fuel (น้ำมัน)
    5. Cockpit (ห้องนักบิน)

    Body คือ Overhead cost เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายออกทุกเดือน เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าอุปกรณ์สำนักงาน

    Wings คือ Products/Services ปีกยิ่งใหญ่…ยิ่งดี แสดงว่า Products/Services ตอบโจทย์ลูกค้าได้ เป็น Product-Market Fit (PMF)

    เครื่องบินที่ Body ใหญ่ แต่ Wings เล็ก อาจบินไปไม่ถึงเป้าหมายและเครื่องตกในที่สุด

    Engine แบ่งเป็น

    Right Engine คือ Marketing

    เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า Marketing จะทำให้ลูกค้าเข้าใจ Products/Services ของแบรนด์ดีขึ้น รู้ว่าสิ่งนี้ช่วยเขาแก้ปัญหาได้อย่างไร

    Left Engine คือ Sales process

    เป็นกระบวนการขาย เริ่มตั้งแต่กดสั่งซื้อจนสินค้าถึงมือลูกค้า

    💡💡💡
    Wings ช่วยให้เครื่องบินสามารถบินขึ้นได้
    Engine ช่วยให้เครื่องบินบินได้แรงขึ้น ไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น

    Fuel คือ Cash flow หรือ กระแสเงินสด

    “เงินเข้า” (รายได้) ต้องมากกว่า “เงินออก” (รายจ่าย) และควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ธุรกิจมีสภาพคล่องเมื่อเจอวิกฤติ

    ทีม Marketing อาจนำเสนอ Data ที่วิเคราะห์แล้วว่า สามารถเพิ่ม Cash Flow ได้ให้ผู้บริหารทราบ

    Cockpit คือ Leadership จะต้องเป็นทั้งผู้บริหารงานและลูกทีมเพื่อให้เครื่องบินไปถึงเป้าหมายได้

    เครื่องบินอุดมคติ คือ คนขับเก่ง ตัวเครื่องเล็ก ปีกใหญ่ เครื่องยนต์แรง และ มีน้ำมันเต็มถังค่ะ 🙂

    Behavior Funnel

    คือ เป็นการเปลี่ยนจากคนรู้จักให้กลายเป็นลูกค้าของเรา

    สำหรับ Traditional Marketing Funnel (Behavior Funnel)

    Behavior Funnel 
(Awareness -> Consideration -> Conversion)
    Behavior Funnel (Awareness -> Consideration -> Conversion)

    แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

    Awareness (Cold audience)

    ลูกค้าเพิ่งรู้จักแบรนด์ เห็น Content แล้วแต่ยังไม่กด Like กด Share

    Consideration (Warm audience)

    ลูกค้าเริ่มกด Like กด Share

    Conversion (Hot audience)

    ลูกค้าเริ่มสนใจ กดเข้ามาดูสินค้า และมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าของแบรนด์มากที่สุด

    ทีม Data อาจช่วยบริษัทด้วยการใช้ Data ที่วิเคราะห์แล้วว่า สามารถทำให้ลูกค้าไหลจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง Funnel ให้มากที่สุด

    เช่น การทำ A/B Testing เพื่อหาแคมเปญเวอร์ชั่นที่ดึงดูดลูกค้าได้ดีกว่า

    Believe Funnel

    Believe Funnel 
(Shorter & Longer Chain of belief)
    Believe Funnel (Shorter & Longer Chain of belief)

    เป็น Framework เกี่ยวกับ “ความเชื่อ”

    คนที่อยู่ใกล้กับ Product (Shorter chain of belief) มีโอกาสซื้อสินค้าของแบรนด์ๆ นั้น เพราะเขาเชื่อว่า Product นี้ตอบโจทย์เขาได้

    คนที่อยู่ไกลจาก Product (Longer chain of belief) คือ ความเชื่อเขาไม่ตรงกับแบรนด์ๆ นั้น

    การทำให้เปลี่ยนใจมาซื้อ ต้องออกแรงดึงเขาเข้ามา ให้ข้อมูลมากขึ้น เห็น Content ของแบรนด์เยอะขึ้น เขาจึงจะเชื่อเหมือนที่แบรนด์นำเสนอ

    ปัญหาของคนที่เป็น Longer chain of belief อาจเป็นเพราะ ตัวเขาไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหานั้นๆ แบรนด์จึงต้อง Educate ให้เขาเห็นปัญหานั้นเสียก่อน

    Building a Second Brain 
(TIAGO FORTE)
    Building a Second Brain (TIAGO FORTE)

    Tiago Forte เจ้าของหนังสือ Building a Second Brain ซึ่งสอนเทคนิคการจดโน้ต การสร้างสมองที่ 2

    สำหรับคนที่ไม่เชื่อเรื่องการจดโน้ต ไม่เชื่อเรื่องการเขียนเปลี่ยนชีวิต เขาจะเป็น Longer chain of belief ต้อง Educate เยอะขึ้น เพื่อให้เปลี่ยนใจมาซื้อหนังสือเล่มนี้

    “Marketing is Education” Marketing เป็นการสอนคน ให้เห็น “Value” ของ Product ที่แบรนด์มอบให้ ให้เขาเชื่อว่าใช้แล้วชีวิตจะดีขึ้นได้จริงๆ

    Story ก็สามารถ Add Value ให้ Product ได้เช่นกัน

    แบรนด์ Happy Egg ผู้ผลิตไข่ของสหรัฐอเมริกา มี Story ที่ต่างจากไข่ทั่วไป คือ

    • Golden Sunrise Yolks (ไข่แดงสีทองเหมือนเวลาใกล้รุ่ง)
    • Hens Raised on 8+ Acres (เลี้ยงแม่ไก่บนพื้นที่ 8+ เอเคอร์)
    • Rich & Flavorful (ไข่อร่อย รสชาติดี)
    • Biodegradable Yellow Carton (แผงไข่สีเหลืองย่อยสลายง่าย)
    • Raised by Small Family Farmers (เลี้ยงโดยเกษตรกรครอบครัวเล็กๆ)

    เมื่อมี Story มา wrap ไข่ + คน “เชื่อ” สิ่งที่แบรนด์นำเสนอ ⇒ ยอมจ่ายเงินซื้อไข่ (ในราคาที่สูงขึ้น) 🙂

    อีกวิธีสร้างความเชื่อ คือ “Claim and Proof”

    คือ หาหลักฐานต่างๆ (เช่น สถิติ) มายืนยันสิ่งที่นำเสนอให้น่าเชื่อถือมากขึ้น

    แบรนด์ที่เคลมแล้วไม่เป็นจริง ลูกค้าได้สินค้าไม่ตรงปก ความเชื่อใจหาย และไม่กลับมาซื้อสินค้าแบรนด์นั้นอีก!

    Behavior Funnel และ Believe Funnel สามารถใช้ร่วมกันได้

    Behavior Funnel ⇒ เน้นตัวเลข ดูปริมาณยอด Like ยอด Share

    Believe Funnel ⇒ เน้นที่ความคิดคน พยายามเข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร

    Pirate Metrics

    เป็น Metrics ที่วัดผลว่าธุรกิจประสบความสำเร็จหรือไม่ นั่นคือ “AARRR”

    A – Acquisition (เป็นที่รู้จัก)

    A – Activation (เริ่มต้นใช้งาน)

    R – Retention (ใช้งานซ้ำ)

    R – Referral (แนะนำต่อ)

    R – Revenue (มีรายได้)

    เช่น Spotify แพลตฟอร์มสำหรับฟังเพลงออนไลน์

    • การเปิด Account ลูกค้าใหม่ = Acquisition
    • ลูกค้าที่เปิด Account ใหม่ฟังเพลงจบอย่างน้อย 1 เพลง = Activation (แต่ละแบรนด์มีเงื่อนไขต่างกัน)
    • ในเดือนถัดไป ลูกค้าที่เปิด Account ใหม่นี้ยังอยู่กับ Spotify กี่คน = Retention
    • Spotify มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นจาก Word of Mouth = Referral
    • รายได้ของ Spotify = Revenue

    Customer Journey

    ปัจจุบัน ลูกค้ามี Customer Journey ซับซ้อน!
    ปัจจุบัน ลูกค้ามี Customer Journey ซับซ้อน!

    ในปัจจุบัน กว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าสักชิ้น Customer Journey ซับซ้อนมาก มีทั้งแบบ Online (วัดผลได้) และ Offline touch point (วัดผลลำบาก)

    จุดที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เรียกว่า “Touch point” เป้าหมายคือ แบรนด์อยากทำให้ลูกค้าประทับใจในทุกๆ Touch point

    ทีม Marketing จะช่วยหาสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า ว่าเกิดจาก Touch point ใด และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

    Customer Journey Map เป็นเสมือนแผนที่การเดินทางของคนที่เริ่มรู้จักแบรนด์จนถึงการซื้อสินค้ามาใช้

    สินค้าที่เป็น High Involvement (ราคาสูง) ลูกค้ามักหาข้อมูลอย่างละเอียด ไตร่ตรองให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ Journey จึงซับซ้อน

    ในฐานะแบรนด์อาจใช้ Data เพื่อหาโอกาสเปลี่ยน Journey ของลูกค้าให้เปลี่ยนใจมาซื้อสินค้าของแบรนด์มากขึ้นได้

    Digital Marketing

    Marketing is "Believe Building".
    Marketing is “Believe Building”.

    “Marketing” มีนิยามมากมาย

    เช่น Seth Godin นิยามว่า Marketing is the generous act of helping someone solve a problem

    คือ การช่วยให้ผู้อื่นสามารถแก้ไขปัญหาตัวเขาได้ดีขึ้น

    Marketing เป็นการแลกเปลี่ยนกันด้วย “Value

    คือ แบรนด์มอบ Value ให้ลูกค้า และลูกค้าให้ Value กลับมาในรูปแบบของเงิน

    “Value” มักใช้เชิงเปรียบเทียบ (วัดเป็นตัวเลขยาก) แบรนด์ควรมอบ Value ให้มากกว่าเงินที่ลูกค้าจ่าย เพื่อให้เขารู้สึกถึงความคุ้มค่า

    ข้อดีของการทำ Digital Marketing คือ สามารถเข้าถึงคนได้มาก ในราคาไม่แพง

    Academy ของ Product/Service ก็เป็น Marketing เช่นกัน

    HubSpot Academy คือ นอกจากแบรนด์จะขาย Service ด้านการตลาดแล้ว ก็ยังสร้างโรงเรียนสอนใช้เครื่องมือเหล่านั้นด้วย

    คุณอูน Diamond Grains เล่าว่า Marketing เริ่มตั้งแต่ทำ Research และ Product development

    คือ การพูดคุย ทำความเข้าใจลูกค้าว่าเขาชอบกินอะไร แบบไหน ยังไง? แล้วนำสิ่งนั้นมาสร้างเป็น Product ที่ลูกค้าต้องการ 🙂

    การซื้อสินค้าครั้งแรก เกิดจากการทำ “Content” ต่างๆ แล้วลูกค้า “เชื่อ” ว่า Product/Service ของแบรนด์สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้จริงๆ

    สินค้าตัวใหม่คนจองซื้อเยอะมาก (ทั้งที่ไม่เคยใช้) การซื้อครั้งนี้เกิดจาก “ความเชื่อ”

    “Marketing is believe building”

    ส่วนการซื้อซ้ำ มักเกิดจาก “Product” มีคุณภาพดี ตอบโจทย์ลูกค้าได้ (เป็น Product Market Fit)

    💡💡💡
    การซื้อครั้งแรกเกิดจากลูกค้า “เชื่อ” ใน Content
    (ถ้าลูกค้าไม่เชื่อ ⇒ ไม่ซื้อ)
    การซื้อซ้ำเกิดจาก “Product” มีคุณภาพ ตอบโจทย์ลูกค้าได้

    เมื่อ “Product” ดี + ลูกค้า “เชื่อ” ⇒ สินค้าจะขายได้ 🙂

    Attribution model

    เป็นกระบวนการกระจายเครดิตไปยัง Touch point ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ Rules-Based Models และ Data Driven Attribution

    1. Rules-Based Models

    FIRST CLICK ATTRIBUTION
    FIRST CLICK ATTRIBUTION

    First Click Attribution
    คือ การให้เครดิตที่ Touch point แรก ที่ทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้านั้นๆ

    LAST CLICK ATTRIBUTION
    LAST CLICK ATTRIBUTION

    Last Click Attribution

    คือ การให้เครดิตที่ Touch point สุดท้ายก่อนที่ลูกค้าจะซื้อสินค้านั้นๆ

    LINEAR ATTRIBUTION
    LINEAR ATTRIBUTION

    Linear Attribution

    คือ การกระจายเครดิตไปทุกๆ Touch point เท่ากันหมด

    TIME DECAY ATTRIBUTION
    TIME DECAY ATTRIBUTION

    Time Decay Attribution

    คือ Touch point ที่อยู่ใกล้ Purchase จะได้เครดิตมากสุด ในขณะที่ Touch point ยิ่งไกลจาก Purchase ก็จะได้เครดิตน้อยลงๆ ลดหลั่นกันไป

    POSITION BASED ATTRIBUTION
    POSITION BASED ATTRIBUTION

    Position Based Attribution

    คือ จะให้เครดิตที่ First กับ Last Click มากที่สุด

    2. Data Driven Attribution

    DATA DRIVEN ATTRIBUTION
    DATA DRIVEN ATTRIBUTION

    Platform ต่างๆ (เช่น Google Facebook) จะให้ข้อมูลส่วนนี้มา ค่อนข้างเป็น Black box เพราะแบรนด์จะไม่รู้เลยว่า Platform กระจายเครดิตอย่างไร

    ภาพรวมของบทความนี้ คือ

    • ธุรกิจทำงานเหมือนเครื่องบิน ถ้าแบรนด์ดูแลแต่ละส่วนของเครื่องบินได้ดี ก็สามารถบินถึงเป้าหมายได้ไม่ยาก 🙂
    • Marketing is Believe Building and Education.
    • Marketing Funnel มีทั้ง Behavior และ Believe Funnel ใช้คู่กันได้
    • กว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้า Customer Journey ซับซ้อนมาก
      ทีม Marketing สามารถช่วยหาสาเหตุที่ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า ว่าเกิดจาก Touch point ใด และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
    • Digital Marketing เป็นการทำการตลาดผ่านโลกออนไลน์
      มีข้อดี คือ สามารถวัดผลได้ ราคาถูก และเข้าถึงคนได้เยอะ

    สุดท้าย…หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณผู้อ่านจะได้เห็นภาพรวมของ Marketing & Business ไม่มากก็น้อยค่ะ
    ถ้ามีคำแนะนำเพิ่มเติมก็พิมพ์ Comment คุยกันได้ วันนี้ Cindy 🐰 ขอลาไปก่อนค่ะ