Author: Pin Angvitit

  • 25 เรื่องต้องรู้ของ “คุณทอย กษิดิศ” เมื่อการพัฒนาตนเองนำไปสู่จุดเปลี่ยนชีวิต

    25 เรื่องต้องรู้ของ “คุณทอย กษิดิศ” เมื่อการพัฒนาตนเองนำไปสู่จุดเปลี่ยนชีวิต

    สวัสดีคุณผู้อ่านที่รัก วันนี้ Cindy สรุป Podcast เกี่ยวกับจุดเปลี่ยนด้านการศึกษา การพัฒนาตนเอง การหารายได้จากงานเขียน และ ปรัชญาชีวิตของคุณทอย กษิดิศ เพจ DataRockie มาฝากค่ะ

    1. จุดเปลี่ยนด้านการศึกษา
    2. พัฒนาตัวเองฉบับคุณทอย
    3. หารายได้จากงานเขียน
    4. ปรัชญาชีวิต

    จุดเปลี่ยนด้านการศึกษา

    ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning Skill)
    ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning Skill)
    • ตอนที่คุณทอยไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ระบบการศึกษาที่นั่นสอนให้เรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่รออาจารย์มาป้อนความรู้ให้ จึงทำให้คุณทอยได้ Self-Learning Skill ติดตัวมาด้วย
    • เราสามารถเรียนรู้ได้ตามความสนใจของตนเอง และความรู้เปรียบเสมือนพลังของดอกเบี้ยทบต้นที่ให้ผลตอบแทนจำนวนมาก พอเรียนไปเรื่อยๆ คลังความรู้จะเยอะขึ้นๆ ทำให้เรียนเรื่องใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย

    ทุกที่ คือ “โรงเรียน” 🏫

    พัฒนาตัวเองฉบับคุณทอย

    คุณทอยเลือกที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อมาพัฒนาตัวเอง
    คุณทอยเลือกที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อมาพัฒนาตัวเอง
    • แนวทางการพัฒนาตนเอง คือ การตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชีวิตอยากได้อะไร?”
    • เมื่อมี “เป้าหมายชีวิต” อย่าลืมพัฒนาทักษะที่จำเป็น ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องพยายามทำตัวเองให้พร้อมรับโอกาสดีๆ ที่เข้ามา
    • ถ้าทุกเช้าที่ตื่นมาแล้วได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นเป้าหมายชีวิตตัวเอง ความรู้สึก Burn Out จะไม่เกิด (แต่ถ้าทำงานประจำ ทำแบบไม่มีเป้าหมายอะไรเลย ก็อาจ Burn Out ได้ง่ายๆ)
    • คุณทอยเลือกจะทำธุรกิจตัวคนเดียว (One Person Business) แบบยั่งยืน ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ (Better Not Bigger)
    • “การเติบโต” (Growth) กับ “ความสบาย” (Comfort) มักจะไม่อยู่คู่กัน
    • ทุกอย่างมี “ราคา” ที่ต้องจ่าย เช่น ถ้าเอาเวลามาอ่านหนังสือก็จะมีเวลาไปทำสิ่งอื่นน้อยลง คุณทอยแนะนำให้เลือกทำสิ่งที่ยากแล้วชีวิตจะมีความหมาย
    • คุณทอยเลือกตื่นตี 4 (ช่วงเช้า – สมองตื่นตัวพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ) มาอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง เพราะมองว่าแม้จะน่าเบื่อแต่ก็เจ็บปวดน้อยกว่าการไม่มีงานทำแน่นอน
    • การเลือกหนังสืออ่าน ให้เลือกเล่มที่มีประโยชน์กับตัวเราจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเลือกตาม List ที่สังคมแนะนำเพราะแต่ละคนมีบริบทชีวิตที่ไม่เหมือนกัน!
    • “Focus” เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน เพื่อให้จดจ่อกับงาน/สิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้เต็มที่ ไม่วอกแวก
    • อนาคตในยุค AI ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร (แต่มั่นใจว่าต้องเก่งขึ้นแน่ๆ) และถ้ามนุษย์จะต้องถูก AI แทนที่จริงๆ ขอให้ตัวเราถูกแทนที่เป็นลำดับท้ายๆ
    • เมื่ออนาคตไม่แน่นอน การมีรายได้หลายทางคือคำตอบ เพราะช่วยกระจายความเสี่ยง ดังนั้น คุณทอยเชื่อว่า คนทั่วไป 99% การเก่งกว้าง (Generalist) คือคำตอบ …ให้ตัวเราเองดีขึ้นเรื่อยๆ

    หารายได้จากงานเขียน

    "อ่าน-เขียน-ลงมือทำ" - Dan Koe
    “อ่าน – เขียน – ลงมือทำ” โดย Dan Koe
    • การเขียนเป็นการเอาไอเดียในสมองที่ฟุ้งกระจายอยู่กลั่นออกมาเป็นตัวอักษร และสำหรับใครก็ตามที่ใช้ AI ผิดวิธี สมองจะไม่ได้ฝึกคิด!
    • การใช้ AI ช่วยสรุปหนังสือทั้งเล่มภายในไม่กี่นาที (เนื้อหาจริงหายไปเยอะมาก!) สิ่งนี้จะทำให้เรากลายเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรเร็วๆ…แต่เอาจริงๆ หลายอย่างในชีวิตมันต้องอาศัยเวลา เร่งไม่ได้
    • Framework ของคุณทอยคือ “เรียน-เขียน-แชร์”
    • ให้เขียนแชร์ความรู้ที่มีประโยชน์กับผู้อ่าน ทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย เช่น คุณทอยเคยเขียนลง Facebook Page ส่วนตัวโดยอธิบายขั้นตอนทางสถิติให้ได้ผลลัพธ์ภายใน 5 ขั้นตอนเท่านั้น…สุดท้ายมีคนแชร์คอนเทนต์นัั้นเยอะมาก
    • เขียนแชร์ความรู้ด้วยจิตของการเป็น “ผู้ให้” แบ่งปันให้ผู้อื่น สุดท้ายจะได้สิ่งดีๆ กลับมา (คุณทอยพิสูจน์แล้ว!)
    • คอนเทนต์ที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น เช่น สังคมดีขึ้น การงานดีขึ้น การเงินดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น เป็นต้น
    • Dan Koe นักเขียนบทความที่สร้างธุรกิจด้วยตัวคนเดียว (One-Person Business) เคยบอกไว้ว่าหลักการสร้างสรรค์คอนเทนต์ คือ ถ้าไม่รู้ให้อ่าน ถ้าไม่เข้าใจให้เขียน ถ้าเขียนจนเข้าใจแล้วให้ลงมือทำ “อ่าน – เขียน – ลงมือทำ
    • การหารายได้จากการเขียน คือ เริ่มจากเขียนคอนเทนต์ที่มีคุณค่ากับผู้อ่าน หลังจากนั้นค่อยขาย Product ซึ่งคุณทอยเน้นเขียนคอนเทนต์ฟรี 99% และเลือกขาย Product เพียง 1% เท่านั้น
    • เช่น ถ้าเป็นเจ้าของร้านอาหาร ก็เริ่มจาก 99% เขียนคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ด้านอาหาร และ 1% เชิญชวนคนมากินที่ร้าน

    ปรัชญาชีวิต

    เราสามารถมีความสุขได้วันนี้เลย
    เราสามารถมีความสุขได้วันนี้เลย
    • อิสรภาพที่แท้จริง เกิดจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรอบ
    • ให้เลือกเส้นทางที่ยากแต่มีความหมาย ให้เลือกเส้นทางแห่งความดี แล้วชีวิตจะไม่มีวันแย่เลย
    • เราสามารถมีความสุขได้เลยวันนี้ ของนอกกายบางอย่าง (เช่น รถยนต์แพงๆ, เงินล้าน) ไม่จำเป็นเลย

    สุดท้ายนี้ Cindy ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณผู้อ่านจะได้รับประโยชน์และแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองค่ะ และถ้าอยากรับชมคลิปเต็มๆ สามารถฟังย้อนหลังได้เลยนะคะ (แนะนำค่ะ ดีมากๆ 👍)

  • AI มาแรง…คุณพร้อมก้าวทันยุคใหม่หรือยัง?

    AI มาแรง…คุณพร้อมก้าวทันยุคใหม่หรือยัง?

    1. เกริ่นนำ
    2. โลกในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
    3. ต้องเรียนอะไร? เตรียมตัวอย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอน
    4. แนวทางการเลี้ยงลูกในยุค AI
    5. ถ้าตามเทคโนโลยีไม่ทันจะทำอย่างไร?
    6. Universal Basic Income (UBI)
    7. สรุปส่งท้าย

    สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy สรุปประเด็นสำคัญจาก Live ของกลุ่ม AI เพื่อธุรกิจและสังคม ในหัวข้อ AI & Human Readiness – อนาคตกับ AI ต้องพร้อมแค่ไหนถึงจะพอ มาฝากนะคะ 🥰

    พร้อมแล้ว ลุยค่ะ!!!

    SundayAI Webinar หัวข้อ "AI & Human readiness" อนาคตกับ AI ต้องพร้อมแค่ไหนถึงจะพอ
    SundayAI Webinar หัวข้อ “AI & Human readiness” อนาคตกับ AI ต้องพร้อมแค่ไหนถึงจะพอ

    วิทยากรที่จะพาเราไปหาคำตอบว่า เราจะอยู่รอดและเติบโตในโลกยุคใหม่อย่างไร ได้แก่ คุณสันติธาร เสถียรไทย (คุณต้นสน), คุณกษิดิศ สตางค์มงคล (คุณทอย) และ นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ (อ.อ๋า) ค่ะ 🙂

    เกริ่นนำ

    อ.อ๋า – Sam Altman CEO ของ OpenAI ถึงกับกล่าวว่า “ลูกผมจะไม่มีวันโตมาแล้วฉลาดกว่า AI เลย”

    ความฉลาดของ AI ส่วนนึงมาจากการถูกเทรนด์ด้วยโจทย์ซ้ำๆ จนมันรู้ pattern แล้วต่อยอดเองได้

    คุณทอย – Ex-OpenAI Scientist WARNS: “You Have No Idea What’s Coming”

    มองว่าข้อดีของ AI คือ ช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย

    แต่ในด้านความเสี่ยง แบ่งได้ 2 ระดับ คือ

    • ระดับ 1: เกิด The “Dead Internet Theory” เนื้อหาบน Internet ส่วนใหญ่สร้างจาก AI มากกว่ามนุษย์ และนำมาสู่ปัญหา Fake News
    • ระดับ 2: อนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าที่ AI อาจกลายเป็น Artificial General Intelligence (AGI) ซึ่งจะเก่งเทียบเท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์

    คุณทอยมองการ Reskill เป็น Short term solution ที่ช่วยได้ค่ะ 🤓

    4 กลุ่มของคนทำงานยุค AI
    4 กลุ่มของคนทำงานยุค AI

    คุณต้นสน – แบ่งคนทำงานยุค AI เป็น 4 กลุ่ม คือ

    กลุ่มที่ 1: AI Landlord

    เป็นเจ้าของ AI เปรียบเสมือนนายทุนยุคใหม่ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

    กลุ่มที่ 2: The Cyborgs

    กลุ่มคนที่นำ AI มายกระดับความสามารถตัวเองให้เก่งขึ้น ประหยัดเวลาทำงานมากขึ้น…Level Up!

    กลุ่มที่ 3: Service Professionals

    กลุ่มอาชีพที่ยังต้องใช้ Human Touch เยอะๆ AI ยังทำแทนไม่ได้ แต่อาจถูกลดความสำคัญ (nerf) ลงได้ในอนาคต

    กลุ่มที่ 4: The Displaced

    กลุ่มที่ถูกเทคโนโลยี AI แทนที่จนหลุดจากระบบ ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ

    ในยุค AI นี้จะมีการจัดระเบียบสังคมและโลกใหม่ทั้งหมด มีทั้งประเทศ/กลุ่มคนที่ Win (เศรษฐีหน้าใหม่) และ Lose (ถูก nerf)

    🤔 คำถามสำคัญ คือ เราจะวางตัวเองอยู่กลุ่มไหน? ในวันที่โลกและสังคมถูกจัดระเบียบใหม่อีกครั้งค่ะ! 🤔

    🌼ใครอยากอ่านบทความเต็มๆ เชิญที่ Link นี้ได้เลยค่ะ🌼

    อ.อ๋า : ลูกผมจะไม่มีวันโตขึ้นมาแล้วฉลาดกว่า AI เลย

    คุณทอย: Ex-OpenAI Scientist WARNS: “You Have No Idea What’s Coming”

    คุณต้นสน: ChatGPT ใหม่มาแล้ว…แล้วเราจะอยู่ในกลุ่มผู้เล่นไหนในโลกยุค AI

    โลกในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

    การผันตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจคือทางรอดสำหรับคุณทอย
    การผันตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจคือทางรอดสำหรับคุณทอย

    คุณทอย – 5 ปีข้างหน้า บริษัทก็ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะใช้คนต่อหรือเปลี่ยนไปใช้ AI ทางรอดสำหรับเขาคือการผันตัวเองไปเป็นเจ้าของธุรกิจ

    หาลูกค้า 1,000 คนจาก 8,000 ล้านคนทั่วโลกที่เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ ก็เพียงพอที่สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนได้แล้ว

    อ.อ๋า – มองว่า 3-5 ปีไกลเกินไป เพราะเทคโนโลยี AI ออกใหม่แทบทุกสัปดาห์! และโมเดลที่ใช้งานกันอยู่ก็ยังไม่ใช่ version ที่เก่งที่สุด

    ข้อจำกัดของ AGI ขณะนี้คือ Energy ไม่พอและ AI บางครั้งใช้เวลาประมวลผลนานมาก (เป็นชั่วโมงเลย! 😱)

    3-5 ปีข้างหน้ายังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็น Humanoid Robot 🤖 จากจีนเข้ามากระทบตลาดแรงงาน

    คุณต้นสน – ในโลกที่เปลี่ยนเร็วเช่นนี้ มองว่ารูปแบบการทำงานในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นแบบ Portfolio (คล้ายการจัดพอร์ตลงทุน)

    [จะไม่เหมือนงานในอดีตที่พอทำงานไปก็จะมีเลื่อนขั้นขึ้นไปเรื่อยๆ]

    คือ ถ้าไม่เป็นผู้ประกอบการ (แบบที่คุณทอยเล่า) ก็จะเป็นแบบที่พนักงาน 1 คนทำงานหลายอย่างพร้อมกัน เช่น เป็นทั้งนักเขียน ที่ปรึกษาบริษัท และนักลงทุนอิสระ

    สิ่งนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างอำนาจต่อรองจากทักษะที่หลากหลายได้ 😀

    ถ้าเด็กจบใหม่อยากทำงานแบบ Portfolio บ้างอาจเริ่มจากทำงานประจำให้มีรายได้ก่อน พอพัฒนาตัวเองจน Level Up ถึงค่อย Take a risk ทำธุรกิจแบบคุณทอยได้เช่นกัน

    หรือถ้าไม่อยากเป็นผู้ประกอบการก็ใช้ทักษะจากงานประจำไปทำงานหลายๆ ที่ได้เช่นกัน

    …สุดท้ายคือต้องมี Strategic Thinking ในชีวิตมากขึ้น…

    ต้องเรียนอะไร? เตรียมตัวอย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอน

    "ทักษะการเรียนรู้" สำคัญที่สุด
    “ทักษะการเรียนรู้” สำคัญที่สุด

    คุณทอย – เมื่ออนาคตคาดเดายาก สิ่งสำคัญที่ต้องมี คือ “ทักษะการเรียนรู้” หรือ Learning How to Learn นั่นเอง

    คุณต้นสน – ให้ Framework ที่น่าสนใจโดยแบ่งความรู้เป็น 3 ระดับ คือ

    “นม – วิสกี้ – น้ำเปล่า”

    “นม” เป็นความรู้เชิงเทคนิค มีประโยชน์ แต่หมดอายุเร็วมาก! เช่น ศาสตร์ความรู้ต่างๆ

    “วิสกี้” เป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะ ต้องฝึกใช้จริง ได้มายากแต่จะติดตัวไปตลอด เช่น Communication, Critical thinking, Creativity, Leadership

    “น้ำเปล่า” เป็นการรู้จักและเข้าใจตนเอง (Self-awareness) และเป้าหมายชีวิต (Life purpose) เพื่อให้รู้ว่าความสุขของเราคืออะไรและจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

    อ.อ๋า – สำหรับคนทั่วไป AI จะช่วยทลายกำแพงความรู้ทางเทคนิคลงอย่างมาก เช่น คนทั่วไปก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ในไม่กี่วินาที 😲

    แนวทางการเลี้ยงลูกในยุค AI

    เน้นลงทุนกับ "วิสกี้" และ "น้ำเปล่า" เพื่อลูก
    เน้นลงทุนกับ “วิสกี้” และ “น้ำเปล่า” เพื่อลูก

    สำหรับผู้ปกครอง การเตรียมความพร้อมให้ลูกคือโจทย์ท้าทายที่สุด

    คุณต้นสน – แนะนำให้เน้นลงทุนกับ “วิสกี้” และ “น้ำเปล่า”

    “วิสกี้”

    เช่น เวลาลูกถามก็จะไม่ให้คำตอบทันที แต่จะถามกลับเพื่อให้เขาฝึกคิด

    สุดท้าย เด็กจะเกิด Analytical Thinking, Research Skill, Learning Skill และได้ฝึกความอดทนไปด้วย 🙂

    คุณต้นสนมองว่า จะเรียนวิชาอะไรก็ได้ ให้ดูแก่นของวิชาว่าเรียนแล้วได้ Skill อะไรติดตัวมา (ทุกวิชามันมีนมกับวิสกี้ผสมกันอยู่!)

    “น้ำเปล่า”

    เป็นหลักชีวิต เนื่องจากคาดเดาอนาคตได้ยาก คุณต้นสนจะให้ 3 หลัก คือ

    “Strong – Kind – Happy”

    • “Strong” ความยืดหยุ่น-ปรับตัว (Resilience) ล้มแล้วลุกได้ ไม่ยอมแพ้
    • “Kind” มี Empathy เดินในรองเท้าคนอื่น มีเมตตา
    • “Happy” รู้จักตัวเอง รู้ว่าอะไรทำให้เราสุข/ทุกข์

    คุณทอย – “วิธีคิด” สำคัญที่สุดโดยยกตัวอย่าง Jeff Bezos (CEO ของ Amazon) ที่มักจะโฟกัสใน “สิ่งที่จะไม่เปลี่ยน” มากกว่าสิ่งที่เปลี่ยน

    2 เรื่องที่เขาจะสอนลูก คือ “ชีวิตเป็นของเรา” และ “ทุกที่คือโรงเรียน”

    AI เป็นแค่ “เครื่องมือ” ขึ้นกับว่าจะใช้พัฒนาตนเองหรือทำให้เราแย่ลง

    อ.อ๋า – อยากให้เด็กจบใหม่เน้น Management Skill ทักษะการวางแผนภาพรวมด้วย

    ถ้าตามเทคโนโลยีไม่ทันจะทำอย่างไร?

    ยุคแห่ง AI
    ยุคแห่ง AI

    อ.อ๋า – ความยากในการใช้ Computer มีอยู่จริง! โดยเฉพาะคนยุคก่อนที่ถนัด Physical มากกว่า แต่ในอนาคต AI จะเข้ามาแก้ปัญหาจุดนี้ได้ 😃

    คุณต้นสน – เสนอมี 2 กลุ่ม

    กลุ่มที่เข้าไม่ถึง Device หรือไม่มี Internet: ภาครัฐต้องเข้ามาดูแล

    อีกกลุ่มนึง (เหมือน อ.อ๋าบอก) คือขาด Digital Skills ไม่ได้เกิดมายุคนี้ ใช้ไม่เป็น: อยากให้เปิดใจยอมรับเพราะเดี๋ยวนี้ barrier ลดลง ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ

    คุณทอย – ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลประชากรกลุ่มใหญ่นี้ ตอนนี้เงินมันไหลไปผิดที่ งบการตลาดไปอยู่ที่ Influencer เยอะมาก! (สังคมให้ค่าสิ่งนี้ Market value เลยสูง)

    Universal Basic Income (UBI)

    ตาข่าย - สปริง - จรวด
    ตาข่าย – สปริง – จรวด

    คุณทอย – UBI เป็นเงินเดือนขั้นต่ำที่รัฐให้กับประชาชนทุกคนใช้ดำเนินชีวิต อาจจะเหมาะกับยุคต่อไป

    อ.อ๋า – มองว่า UBI ต้องใช้เงินสูงมากๆ

    คุณต้นสน – เสนอแนวทาง 3 ระดับ สำหรับประเทศไทย คือ

    “ตาข่าย – สปริง – จรวด”

    “ตาข่าย”

    คือ Social Safety Net (SSN) ระบบเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะการปฏิวัติรอบนี้จะมีคนถูก nerf ไปกลุ่ม The Displaced จำนวนมาก

    แต่ถ้าเป็น UBI ทุกคนในสังคมได้รับเงินช่วยเหลือทั้งหมด ซึ่ง UBI แพงมากๆ

    “สปริง”

    คือ Reskill/Upskill ระบบที่ช่วยให้คนสามารถยกระดับทักษะและช่วยดีดคนกลุ่มล่างให้ไปอยู่ชั้นบนได้ (เช่น จาก Service Professionals เป็น The Cyborgs)

    “จรวด”

    คือ AI Landlord การสนับสนุนให้คนไทยได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี AI บ้าง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้งานอย่างเดียว

    สรุปส่งท้าย

    นี่คือ "ทางรอด" สำหรับประเทศไทย
    นี่คือ “ทางรอด” สำหรับประเทศไทย

    อ.อ๋า – ทุกชนชั้นได้รับผลกระทบจาก AI หมด ถ้าอยากอยู่รอดต้องพยายามปรับตัว เพื่อให้ไม่เป็นลูกน้องหุ่นยนต์ในอนาคต

    คุณทอย – อยากให้ประเทศไทยช่วยเหลือกันเอง พึ่งต่างชาติให้น้อยลง อยู่รอดด้วยตัวเอง

    คุณต้นสน – AI ไม่ใช่วิกฤติ แต่เป็น “ทางรอด” เสมือนการมี “เซิร์ฟบอร์ด” ที่ช่วยให้ไทยเราสามารถโต้คลื่นการเปลี่ยนแปลงลูกใหม่นี้ให้แซงหน้าชาติอื่นได้ เพราะคลื่นลูกใหม่มักแรงกว่าคลื่นลูกเก่าเสมอ

    โอกาสมาถึงแล้ว…อย่าไปกลัวมัน!

  • เพราะวิกฤตคือโอกาส: บทเรียนธุรกิจสู่ความสำเร็จฉบับคุณตัน ภาสกรนที

    เพราะวิกฤตคือโอกาส: บทเรียนธุรกิจสู่ความสำเร็จฉบับคุณตัน ภาสกรนที

    1. ชีวิตวัยเด็ก
      1. รู้ตัวเองว่าถนัด/ไม่ถนัดสิ่งใด
      2. มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย
    2. ช่วงปี 40 และการผ่านวิกฤต
      1. ธุรกิจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป
      2. ตัดแขนขารักษาชีวิต
    3. เข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มและการทำการตลาด
      1. ดี-ถูกจังหวะ-เร็ว
      2. Spider Marketing
      3. ฟังเสียงลูกค้าจริง
      4. เปิดฝาโออิชิลุ้นโชค
    4. ลงทุนอสังหาริมทรัพย์
    5. มุมมองต่อเศรษฐกิจช่วงนี้
      1. เศรษฐกิจไม่ดี คือ โอกาสทองของคนที่มองเห็น
    6. รวมบทเรียนชีวิตที่อยากส่งต่อ

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 สรุปข้อคิดจาก Podcast “เพราะในทุกวิกฤต…มักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ” จากช่อง Mission To The Moon มาฝากนะคะ

    ชีวิตวัยเด็ก

    ชีวิตวัยเด็กของคุณตัน ภาสกรนที
    ชีวิตวัยเด็กของคุณตัน ภาสกรนที

    รู้ตัวเองว่าถนัด/ไม่ถนัดสิ่งใด

    ตอนเป็นเด็ก คุณตันรู้ว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง ไม่ชอบเรียนหนังสือมากๆ ก็เลยโดดเรียนมาทำงานเป็นเด็กส่งของแทน

    จากที่ช่วงปิดเทอมเคยขายขนมกุยช่าย เลี้ยงไก่ และช่วยทำบะหมี่ทำให้คุณตันรู้ว่าตัวเองชอบทำธุรกิจ

    มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย

    สมัยเป็นเด็กที่บ้านคุณตันฐานะยากจนและต้องจ่ายค่าเช่าบ้านทุกเดือน เลยฮึดสู้อยากรวย มุ่งมั่นจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จให้ได้!

    คุณตันมีนิสัย “ยกมือไว้ก่อน” คือ หัวหน้าอยากให้ช่วยงานอะไร ก็จะยกมือก่อนเลยและทุ่มเทให้งานสุดหัวใจ

    คุณตันใช้คำว่า “ฮารากิริ” คือ การฆ่าตัวตายอย่างมีเกียรติสูงสุดในยุคซามูไรของญี่ปุ่น เปรียบเสมือนการทุ่มเทให้งานสุดหัวใจนั่นเอง!

    วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คุณตันติดตามการทำงานของผู้บริหารระดับสูงในบริษัทตัวเองและได้ฟังวิธีเอาตัวรอดจากเหตุการณ์หลังเกิดวิกฤตราชาเงินทุน ปี พ.ศ. 2522

    ในปี พ.ศ.2522 เกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ของไทย เรียกว่า “วิกฤตราชาเงินทุน”

    สาเหตุก็มาจากบริษัทราชาเงินทุนปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่ไม่มีคุณภาพ รวมถึงปล่อยสินเชื่อให้บริษัทในเครือเพื่อใช้ซื้อหุ้นบริษัทของตนอีกด้วย

    สิ่งนี้ทำให้หุ้นราชาเงินทุนพุ่งสูงขึ้นมากในเวลาเพียง 1 ปีจนกลายเป็นบริษัทเงินทุนขนาดใหญ่ของประเทศ

    แต่ในเวลาต่อมากระทรวงการคลังและตลาดหลักทรัพย์ก็เข้ามาควบคุมจนต้องสั่งปิดกิจการจากการเป็นหนี้เสียและปัญหาทางการเงินของบริษัท

    ในที่สุด นักลงทุนก็พากันเทขายหุ้นจากความไม่มั่นใจ และทำให้ตลาดหุ้นไทยร่วงจนเกิดเป็นวิกฤตดังกล่าว

    ปี พ.ศ.2527 แม้เศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นจะฟื้นตัวขึ้นบ้าง แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้อยู่ ผู้บริหารที่เลือกขายทรัพย์สินของตน หลายคนผ่านวิกฤตนั้นมาได้ค่ะ 😇

    และทั้งหมดนี้…ทำให้คุณตันมีประสบการณ์จากการฟังและการทำงานเยอะมาก!

    คุณตันนำแนวคิดเดียวกันนี้มาใช้ในวิกฤตปี พ.ศ. 2540 ด้วยการ “ตัดแขนขารักษาชีวิต” จึงรอดวิกฤตมาได้เช่นกัน! 🙂

    ช่วงปี 40 และการผ่านวิกฤต

    วิกฤตปี 40 ของคุณตัน ภาสกรนที
    วิกฤตปี 40 ของคุณตัน ภาสกรนที

    ธุรกิจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป

    “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เป็นวิกฤตการเงินปี พ.ศ. 2540 เริ่มจากรัฐบาลไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาก หลายธุรกิจปิดตัว พนักงานถูกออกจากงานจำนวนมาก

    ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2540 คุณตันเริ่มลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่จังหวัดชลบุรี มีทำบ้านจัดสรรหลายโครงการ แต่ความที่ทำเกินตัวไปมาก (สนุกและคิดว่าทุกอย่างง่ายไปหมด)

    สุดท้าย…ธุรกิจ พัง-ไม่-เป็น-ท่า ค่ะ! 😣

    คุณตันเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ทุกๆ 5-10 ปี มักมีวิกฤตเกิดขึ้น คนทำธุรกิจต้องเผื่อใจและเตรียมความพร้อมรองรับไว้ด้วย

    ตัดแขนขารักษาชีวิต

    ตอนวิกฤตปี พ.ศ.2540 คุณตันมีหนี้ประมาณ 100 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้ไม่พอกับการจ่ายดอกเบี้ย แต่คุณตันก็ใช้วิธี “ตัดแขนขารักษาชีวิต”

    คือ พยายามขายทรัพย์สินที่มีออกไปให้ได้มากที่สุด (ขาดทุนก็ไม่เป็นไร) ทำให้มีเงินไปใช้จ่ายหนี้ เงินต้นลดลง ดอกเบี้ยก็ลดลงตามมา และมีกำลังใจทำธุรกิจมากขึ้น

    สุดท้ายก็…ปลดหนี้หมดได้ภายใน 2 ปีเท่านั้น! สุดยอดดด

    หลังใช้หนี้หมด คุณตันก็เริ่มธุรกิจใหม่ที่กรุงเทพฯ คือ ร้านถ่ายรูปแต่งงาน แถวทองหล่อ และใช้การจัดสรรหุ้นให้กับคนอื่นด้วย (พนง.ทุกคนจะรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของร่วม)

    ในเวลาเพียง 3-4 ปี คุณตันเน้นทำธุรกิจเดียวคือร้านถ่ายรูปแต่งงาน

    สุดท้ายก็ได้กำไรกลับมาเยอะมาก

    เข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มและการทำการตลาด

    ชาเขียว โออิชิ กรีนที
    ชาเขียว โออิชิ กรีนที

    ดี-ถูกจังหวะ-เร็ว

    คุณตันได้ไอเดียทำชาเขียวพร้อมดื่มแบบขวด “โออิชิ กรีนที” จากที่ได้ไปเห็นผลิตภัณฑ์ชาเขียวในต่างประเทศระหว่างที่ทำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิ บุฟเฟต์พอดี

    และด้วยกระแสความนิยมของชาเขียวในช่วงเวลานั้น ทำให้ชาเขียวโออิชิเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดเครื่องดื่มที่แข่งขันสูง

    เมื่อ 3 อย่างมารวมกันอย่างลงตัว คือ 1.ทำได้ดี (ทำถึง) 2.ทำถูกจังหวะ (ชาเขียวกำลังบูม) 3.ทำเร็ว (ลงมือทำ ไม่มัวแต่คิดอย่างเดียว) คุณตันก็ชนะในเกมนี้ค่ะ!

    Spider Marketing

    คุณตันใช้กลยุทธ์ “Spider Marketing” เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจของตนเข้าด้วยกัน คล้ายกับใยแมงมุมที่มีจุดศูนย์กลางแล้วแผ่ขยายออกไป

    เช่น ตอนที่เปิดร้านโออิชิ บุฟเฟต์สาขาแรกในไทย คุณตันให้ลูกค้าที่ใช้บริการร้านถ่ายรูปแต่งงานของเขา นำใบเสร็จมาแลกคูปองทานบุฟเฟต์ได้ภายใน 7 วัน

    โปรโมชั่นนี้ดึงดูดลูกค้าจำนวนมากให้มาเข้าคิวรอ จนเป็นที่ฮือฮาของคนแถวนั้นมากกก!

    ฟังเสียงลูกค้าจริง

    “รีบมากิน ถ้าไม่มาเดี๋ยวมันเจ๊งแน่!” นี่คือคำพูดของลูกค้าที่โทรศัพท์คุยกันในห้องน้ำของร้านอาหารโออิชิ บุฟเฟต์ แล้วคุณตันบังเอิญได้ยิน!

    คุณตันชอบฟังลูกค้าคุยกันเพื่อจะได้ความจริงจากลูกค้า (Insight) มากกว่าเชื่องานวิจัยเชิงวิชาการ…เพราะเรามักจะตอบว่าอร่อย (แม้ความจริงจะตรงข้ามก็เถอะ!)

    เปิดฝาโออิชิลุ้นโชค

    สำหรับคุณตันมองว่าแคมเปญนี้ไม่โอเคแล้วในปัจจุบัน เป็นแค่จุดเริ่มต้นให้ผู้บริโภครู้จักชาเขียวแบรนด์นี้มากขึ้นเฉยๆ เพราะโอกาสเป็นผู้โชคดีมีไม่มาก

    และการทำแคมเปญต่างๆ ต้องปรับตัวตามยุคสมัยด้วย

    ลงทุนอสังหาริมทรัพย์

    โรงแรมที่เชียงใหม่ คุณตัน ภาสกรนที
    โรงแรมที่เชียงใหม่ คุณตัน ภาสกรนที

    หลังจากที่เคยล้มเพราะอสังหาริมทรัพย์ไปรอบนึงแล้ว ก็ทำให้คุณตันเข้าใจมันมากขึ้น จึงได้ไปทำโรงแรมให้เช่าที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ทำออกมาได้ดี ลูกค้าชอบ

    จุดเด่นของโรงแรมที่คุณตันทำ คือ ล็อบบี้ดูหรูหราเห็นแล้วน่าประทับใจ มีพื้นที่จอดรถ บริเวณธรรมชาติ มีห้องเติมเตียง…จะเห็นว่าคุณตันเป็นคนที่เข้าใจลูกค้ามากๆ ค่ะ 😃

    มุมมองต่อเศรษฐกิจช่วงนี้

    เศรษฐกิจไม่ดีคือโอกาสทองของคนที่มองเห็น
    เศรษฐกิจไม่ดีคือโอกาสทองของคนที่มองเห็น

    เศรษฐกิจไม่ดี คือ โอกาสทองของคนที่มองเห็น

    ถาม : คุณตันว่าเศรษฐกิจช่วงนี้เป็นอย่างไร?

    ตอบ : น่ากลัวมากกกก…ไม่เคยไม่น่ากลัว มีแต่น่ากลัวเพิ่มขึ้นๆ (OMG! 😱😱😱)

    แต่ๆๆๆ ไม่ได้หมายความว่าให้เราท้อแท้ หมดแรงนะคะ เพราะคุณตันย้ำว่า…

    “มุมมอง/วิธีคิด” สำคัญที่สุดค่ะ 😃

    คนอื่น : มองเห็นปัญหา 🌩️🌪️⛈️

    คุณตัน : มองเห็นเงินทั้งนั้น 💰💵💰

    เช่น ตอนที่ตึกสตง.ถล่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ถ้าเป็นคุณตัน…

    มองว่าแย่ ❌

    สร้างตึกที่รับมือกับแผ่นดินไหวได้ดีมากๆ ✅✅✅

    รวมบทเรียนชีวิตที่อยากส่งต่อ

    • การทำธุรกิจต้องมีจิตวิญญาณความเป็นเจ้าของและเข้าใจเรื่องการแบ่งผลประโยชน์
    • คุณตันสอนลูกด้วยวิธีทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ให้เด็กซึมซับไปเอง และสอนให้เป็นคนดี
    • ส่งต่อสิ่งดีๆ โอกาสดีๆ คืนให้สังคม
    • ชีวิตต้องมีเป้าหมายและถ้าอยากประสบความสำเร็จต้องว่ายทวนน้ำ(เป็นคนส่วนน้อย)
    • ทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่…เชื่อมั่นว่าตัวเองทำได้
    • ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน
  • เศรษฐกิจไม่ดี…จะหารายได้เพิ่มโดยไม่ลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

    เศรษฐกิจไม่ดี…จะหารายได้เพิ่มโดยไม่ลงทุนได้อย่างไรบ้าง?

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้เศรษฐกิจทั่วทั้งโลกชะลอตัวรวมถึงประเทศไทยด้วยค่ะ

    Cindy 🐰 เลยหยิบเอาสรุปคอร์สเรียนชื่อ “วิธีหารายได้เพิ่ม โดยไม่ลงทุนซักกะบาท” ของคุณพลอย อนัญญา (Anunyapalearn) มาฝากค่ะ

    1. โมเดลธุรกิจแบบไม่ใช้เงินลงทุน
      1. ฟรีแลนซ์ (Freelancer)
      2. ผู้สอน (Educator)
      3. นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)
      4. ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)
      5. นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)
    2. เราเหมาะกับการหารายได้แบบไหน?
    3. ทำไมเราทำไม่ได้เท่าคนอื่น?

    โมเดลธุรกิจแบบไม่ใช้เงินลงทุน

    มีวิธีไหนบ้างที่จะหาเงินได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินทุนบ้าง? มาดูกันค่ะ!

    โมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน
    โมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน

    จากรูปจะเห็นว่า หากไม่ใช้เงินลงทุนแล้วต้องการจะหารายได้เพิ่มก็จะต้องใช้ 2 สิ่ง คือ เวลา และ สกิล (skill) ค่ะ

    ถ้าอยากเป็นนักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)?

    ก็ต้องใช้เวลาสร้างคอนเทนต์ และมีทักษะ (Skill) จำเป็นต่างๆ เช่น ทักษะการเล่าเรื่อง ทักษะการสื่อสาร รวมไปถึงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยค่ะ

    สำหรับโมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน มีหลักๆ 5 แบบ คือ

    1. ฟรีแลนซ์ (Freelancer)
    2. ผู้สอน (Educator)
    3. นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)
    4. ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)
    5. นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)

    ฟรีแลนซ์ (Freelancer)

    Freelancer
    Freelancer

    ให้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เรามี Skill อะไรที่ลอกเลียนแบบได้ยากหรือมีความรู้มากกว่าคนอื่น? (และมีคนจ้างทำงาน)

    ข้อสังเกต
    งานที่ได้เงินเยอะๆ มักเป็นงานที่ Copy ได้ยากหรือต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทักษะนั้น

    เช่น พนักงานกรอกเอกสาร = ง่าย (มีเวลาก็ทำได้) = ได้เงินไม่เยอะ

    ในขณะที่…โปรแกรมเมอร์เฉพาะทางด้าน AI = ยาก = ได้เงินเยอะ

    แม้งานนั้นจะมีคนรับทำอยู่แล้ว แต่ผลงานยังไม่น่าพอใจ (รู้สึกว่า…เราทำได้ดีกว่านี้อีกนะ!) ลูกค้าควรจะจ้างเรา ก็สามารถรับทำงานนั้นได้ค่ะ

    นอกจากนี้ เรายังสามารถสร้างบริการแปลกๆ ตามความสนใจได้เลย

    เช่น Personal Shopper บริการปรับลุค แปลงโฉมให้ลูกค้าดูดี ซึ่งเจ้าของธุรกิจเริ่มทำสิ่งนี้จากแค่ความชอบการช้อปปิ้ง ชอบการแต่งตัวให้ดูดีของตนเอง

    หนึ่งในปัญหาของชาวฟรีแลนซ์ คือ จะหาลูกค้ายังไง?

    สิ่งแรกเลยคือให้ลิสต์บุคคลที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าออกมาก่อน…มีกลุ่มไหนบ้างนะ?

    แล้วทักแชทไปหาโดยเสนอทำฟรีให้ระยะเวลาสั้นๆ (1-2 เดือน) เพื่อเก็บ Profile ว่าเราสามารถทำได้จริงๆ หรือจะทำเป็น Package เสนอขายก็ได้!

    Tips

    • ลูกค้าแต่ละกลุ่ม Package ที่เสนอขายก็ไม่ควรเหมือนกันนะ!
    • การเขียน Package เสนอขาย ให้คิดในมุมลูกค้าเยอะๆ ด้วยว่า เขาต้องการ service อะไรจากเรา?
    • Platform หางานฟรีแลนซ์ เช่น Fastwork, Fiverr, FB Group

    แม้ฟรีแลนซ์จะมีข้อดีเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่ถ้าไม่ทำงานก็จะไม่มีรายได้เช่นกัน

    ผู้สอน (Educator)

    Educator
    Educator

    Educator สามารถสอนได้ทั้งเรื่องที่เป็นเชิงวิชาการและไม่ใช่วิชาการ…เอาจริงๆ คือ ทุกอย่างสอนได้หมด แม้แต่สอนจีบสาว!

    รูปแบบการสอนมีทั้งแบบติดแคปเวลาและไม่ติดแคปเวลา

    • ติดแคปเวลา เช่น รับสอนพิเศษรายชั่วโมง – ขึ้นกับเวลาว่างของผู้สอนและผู้เรียน
    • ไม่ติดแคปเวลา เช่น คอร์สเรียนออนไลน์, E-book, Subscription – ผู้สอนลงทุนสร้างครั้งเดียวแล้วสามารถขายได้ตลอดไป (แคปรายได้ก็มีโอกาสมากกว่าด้วย เพราะสามารถ Scalability ได้)

    บางคนอาจกำลังคิดอยู่ในใจว่า…แล้วถ้ายังไม่เก่งอะไรเลย จะทำยังไง?

    ก็…อาจต้องเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจากคนที่เก่งกว่าหลายๆ คน พอได้มีเวลาหมกมุ่นกับเรื่องๆ นั้นมากพอ เราก็จะเก่งขึ้นเองค่ะ 😃

    สำหรับสาย Educator จำเป็นที่ผู้สอนจะต้องพิสูจน์ (Proof) ตัวเองก่อนเสมอถึงจะเริ่มมีลูกค้าได้ เพราะเราคงไม่จ้าง Trainer ที่หุ่นไม่ดีมาสอนลดน้ำหนักใช่มั้ยคะ?

    เมื่อทำสำเร็จให้ถ่ายทอดความรู้นั้นให้ลูกศิษย์ต่อไปเรื่อยๆ จนมีการนำไปบอกต่อ (แปลว่า คนสอนสอนดีค่ะ…เย้!)

    นายหน้าออนไลน์ (Affiliator)

    Affiliator
    Affiliator

    หนึ่งในทักษะที่สำคัญสำหรับนายหน้าออนไลน์หรือผู้ที่ช่วยโปรโมตสินค้า/บริการคนอื่น คือ “ทักษะการขาย” โดยข้อดีของอาชีพนี้คือไม่ต้องสต็อกสินค้าค่ะ

    ผู้เป็นนายหน้าออนไลน์สามารถนำสินค้าจากแพลตฟอร์ม e-commerce เช่น Shopee Lazada TikTok มาโปรโมตและจะมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นตามที่ตกลงกันไว้

    รูปแบบการโปรโมตเป็นได้ทั้งแบบคลิปวีดีโอ ไลฟ์สด สตอรี่ เขียนบล็อค

    ส่วนโปรแกรมที่นิยมใช้ทำวีดีโอหรือตกแต่งรูปภาพ คือ Capcut (แนะนำค่ะ)

    อะไรคือสิ่งที่เราควรขาย?

    1. ของที่มี/ใช้เอง – ทำให้การโปรโมตดูน่าเชื่อถือมากขึ้นเพราะเราใช้สินค้านั้นเองจริงๆ
    2. ของที่เชี่ยวชาญ – เป็นของใช้เฉพาะกลุ่ม เช่น คนเป็น Content creator ก็จะมีอุปกรณ์จำพวกกล้อง ขาตั้งกล้อง ไฟจัดแสง เป็นต้น
    3. ของที่กำลังเป็นเทรนด์ คนให้ความสนใจ – เช่น ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด อาจจะโปรโมตสินค้าพวกแมสปิดปาก แอลกอฮอล์เจล เป็นต้น

    สินค้าที่นายหน้าแต่ละคนขายได้มักเป็นสินค้าที่เขารู้สึกอินกับมัน ชอบสินค้านั้นมากๆ และเชื่อว่ามันดีจริงๆ ค่ะ 😃

    “One thing at a time”

    สำหรับนายหน้ามือใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก ให้เลือกขายสินค้าเพียงชนิดเดียว (หรือหมวดหมู่เดียว) เพื่อให้ลูกค้ามีภาพจำได้ง่าย ไม่โดดไปขายหลายอย่างจนขาดความน่าเชื่อถือค่ะ

    ทำสินค้าดิจิทัล (Digital product)

    Digital Product
    Digital Product

    Digital product เป็นอะไรที่เหนื่อยทำแค่ครั้งเดียวแต่สามารถขายได้ตลอดไปและสามารถขายให้กับคนทั้งโลกได้เลยค่ะ

    ตัวอย่าง Digital product เช่น Online courses, eBooks, Digital art, Apps, Audiobooks เป็นต้น

    Amazon Merch on Demand ที่ให้คนทั่วไปสามารถออกแบบลวดลายของสินค้าแล้ววางขายบน Amazon ได้

    การขาย Checklist ของ Co-Working Space ในกรุงเทพฯ ที่สามารถไปนั่งทำงานก็จัดว่าอยู่ในหมวดสินค้าดิจิทัลเช่นกันค่ะ

    นักสร้างคอนเทนต์ (Content creator)

    Content Creator
    Content Creator

    หนึ่งในทักษะสำคัญของนักสร้างคอนเทนต์คือสื่อสารเก่ง มี Communication skill ดี

    • ทักษะ Input – การฟัง การอ่าน
    • ทักษะ Output – การพูด การเขียน

    รูปแบบของ Content มีได้หลายแบบ (เช่น วีดีโอ โพสต์ รูปภาพ) ผู้เป็น Content creator จะต้องเก่งทำคอนเทนต์อย่างน้อย 1 แบบค่ะ

    ถ้าจะทำ content ออกหน้ากล้องก็จะต้องมีทักษะการพูดที่ดี พูดเก่ง น่าฟัง…ไม่ใช่พูดแล้วคนฟังหลับหมด! 😂

    Model การหารายได้ของ Content creator

    1. Advertising model คือ ได้เงินตามยอด view ของแพลตฟอร์มที่ทำ content เช่น Facebook Youtube
    2. Subscription model คือ การสมัครสมาชิกเพื่อติดตาม creator ที่ตนชื่นชอบอย่างใกล้ชิดหรือมีสิทธิพิเศษมากกว่าคนทั่วไป เช่น การดู LIVE แบบเต็ม
    3. Donate model คือ การบริจากเงินเพราะชื่นชอบความสามารถบางอย่างของ creator ที่ตนชื่นชอบ
    4. Sponsored model คือ แบรนด์ต่างๆ ที่จ้าง creator ให้พูดถึงสินค้าของเขา
      ปัจจุบันหลายแบรนด์เลือกจะจ้าง creator ตัวเล็กหลายๆ คนที่มีผู้ติดตามไม่ได้เยอะมาก (มี Followers 1,000 คนขึ้นไป) มากกว่าการจ้างดารา-นักแสดงเพียงคนเดียวแต่ต้องจ่ายค่าจ้างราคาสูงค่ะ

    เราเหมาะกับการหารายได้แบบไหน?

    Skill การตั้งคำถาม
    Skill การตั้งคำถาม

    ให้เริ่มจากการ “ตั้งคำถาม” ถามตัวเองก่อนว่า จากเนื้อหาด้านบนที่อ่านมา อะไรที่พอจะทำได้บ้าง เราคิดว่าแบบไหนง่ายที่สุด รู้สึกอยากทำสิ่งนั้นมากที่สุดค่ะ

    ตัวอย่างคำถาม

    • เราสามารถทำงานที่ชอบโดยไม่มีรายได้อื่นได้นานเท่าไหร่ (เงินเก็บ = ?)
    • เรามีเวลาทำสิ่งนั้นแน่นอนมั้ยทั้งในระยะสั้นและยาว – ถ้าเป็น Subscription model ก็ต้องมั่นใจว่ามีเวลาทำ content ให้ผู้ติดตามรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
    • ตัวเราอยากสร้างตัวตนมาก-น้อยแค่ไหน
    • เรื่องอะไรที่เราถนัดและสามารถสอนคนอื่นได้
    • ตอนนี้ตัวเราติดตรงไหน ทำไมถึงยังไม่เดินหน้าต่อ
      • เราได้เอาสิ่งที่คิดไว้มาลงมือทำหรือเปล่า?
      • เราได้ตั้งเป้าหมายใหม่ๆ ที่น่าสนใจหรือไม่?
      • เราเห็นภาพเป้าหมายตัวเองรึเปล่า?
      • เราได้ออกไปทำอะไรใหม่ๆ หรืออะไรที่ไม่เคยทำบ้างมั้ย?
      • เรามีความสุขกับสิ่งที่มีรึเปล่า?
      • เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิดบวกกับตัวเองหรือเปล่า?
      • สิ่งที่ทำอยู่ ตรงกับสิ่งที่เราให้คุณค่าหรือเปล่า?
      • เราคิดว่าชีวิตตอนนี้มีสมดุลมั้ย?
      • เราได้โฟกัสและมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่ทำมั้ย?

    ทำไมเราทำไม่ได้เท่าคนอื่น?

    อะไรคือความต่างระหว่างคนที่หาเงินได้เยอะๆ กับคนที่หาไม่ได้?

    เหตุผลหนึ่งคือความนานและความต่อเนื่องในการทำค่ะ เพราะการหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ ย่อมเกิดความชำนาญในสิ่งนั้น 😃

    คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ “สร้างผลลัพธ์ได้เยอะ” (ไม่ใช่ใช้เวลาเยอะ)

    และต้อง Focus ให้ถูกจุด รู้ว่าอะไรสำคัญ อาจใช้กฎ 80/20 (Pareto Principle) ทำน้อยแต่ได้มากค่ะ

    Educator ทำ Content ก็ควรเน้นที่ตัวเนื้อหาเป็นหลัก ในขณะที่ Affiliator ที่ขายสินค้ากลุ่มแฟชั่น ก็ควรเน้น Content รูปภาพมากกว่า function ของสินค้าค่ะ

    ทำไมบางคนทำนิดเดียวแล้วปังเลย?

    เกิดจาก 3 ส่วนนี้ คือ

    1. โชค – มันมีจริงๆ นะ!
    2. พื้นฐาน – Essential Skills for Money Making จะทำให้ต่อยอดสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
    3. ความคิด (Mindset)

    สุดท้ายนี้ อยากจะฝากคุณผู้อ่านไว้ว่า มันมีหลายวิธีมากๆ ที่จะหาเงินเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงทุน โดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าเราเหมาะกับหารายได้แบบไหนค่ะ

    หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ Cindy 🐰 ต้องขอลาไปก่อนค่ะ

  • ทำอย่างไร? ถ้าอยากสร้างแบรนด์ในยุค Digital

    ทำอย่างไร? ถ้าอยากสร้างแบรนด์ในยุค Digital

    1. การเข้าใจความสัมพันธ์ของแบรนด์และธุรกิจ
    2. การสร้างแบรนด์ผ่านการใช้ Digital Marketing
    3. ผู้บริโภคยุค Digital เป็นอย่างไร
    4. วิธีหาข้อมูลเตรียมทำการตลาดเกี่ยวกับผู้บริโภค
    5. สำรวจตลาดคู่แข่งและตัวเอง
    6. วางแผนเข้าถึงและสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อสร้างแบรนด์
    7. วิธีวัดผลต่างๆ
    8. สรุปภาพรวม

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 สรุปบทเรียนจากคอร์สการสร้างแบรนด์และธุรกิจโดยใช้ Digital Marketing ของคุณสุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล อุปนายกฝ่ายดิจิตัลและเทคโนโลยี สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยมาฝากค่ะ

    การเข้าใจความสัมพันธ์ของแบรนด์และธุรกิจ

    25 Most Valuable Brands 2025
    25 Most Valuable Brands 2025

    แบรนด์และธุรกิจเป็นสิ่งที่แยกจากกันได้ยาก ธุรกิจใหญ่ๆ มักใส่ใจเรื่องการสร้างแบรนด์ เช่น Apple แบรนด์อันดับ 1 มีมูลค่าเทียบเป็นเงิน คือ USD574.5 billion หรือ 18.90 ล้านล้านบาท

    รถยนต์หรู Ferrari ก็ใส่ใจเรื่องนี้เช่นกันและยังสามารถทำรายได้จากการเป็น Sponsor ที่มีการใช้ Logo ของแบรนด์ประมาณปีละ 15,000 ล้านบาทอีกด้วย

    จะเห็นได้ว่า มูลค่าของแบรนด์สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้

    แม้จะมีน้อยคนนักที่ได้ใช้แบรนด์รถยนต์หรู Ferrari แต่คนทั่วไปก็สามารถรับรู้ได้ว่า Ferrari เป็นแบรนด์แบบใด

    สิ่งที่เจ้าของแบรนด์มักทำเพื่อให้ลูกค้ารู้จักและอยากซื้อสินค้าคือการโฆษณา แต่ผู้บริโภคยุคใหม่มักไม่ได้เชื่อโฆษณาอย่างเดียว บางครั้งอาจจะมองหาตัวช่วยตัดสินใจอื่นๆ เช่น

    • ข่าว
    • การประชาสัมพันธ์
    • บุคคลที่เป็นผู้นำทางความคิด (Influencer)

    นอกจากนี้ “การสร้างแบรนด์” ยังรวมถึง ความรู้สึก ประสบการณ์ ความทรงจำ และ สิ่งที่อยู่ในใจลูกค้าอีกด้วย

    การสร้างแบรนด์ผ่านการใช้ Digital Marketing

    สิ่งสำคัญที่สุดในการทำการตลาด คือ การเข้าใจความในใจผู้บริโภค (Customer Insight) เพราะ เมื่อเข้าใจแล้วก็จะสามารถออกแบบการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    พุทธศาสนิกชนยุค 5G และ Wallpaper เสริมดวง
    พุทธศาสนิกชนยุค 5G และ Wallpaper เสริมดวง

    จากรูป การนำสมาร์ทวอทช์มาห้อยคอและพื้นหลังเป็นพระพุทธรูปหรือการมีวอลเปเปอร์มือถือเสริมดวงด้านต่างๆ สิ่งที่อยู่ในใจผู้บริโภคคืออะไร? ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น?

    คำตอบที่ได้อาจจะเป็นเรื่องความโชคดีและความสบายใจของผู้คน สำหรับนักการตลาดอาจต้องตั้งคำถามต่อว่า ทำไมผู้บริโภคคนนี้ถึงต้องการสิ่งนี้

    ผู้บริโภคยุค Digital เป็นอย่างไร

    ปัจจุบันผู้บริโภคมีสมาธิสนใจสิ่งต่างๆ สั้นลงมากกก

    ลองสังเกตตัวเองก็ได้ค่ะ เวลาเปิด social media ถ้าไม่ได้สนใจ Content นั้นๆ ก็จะไถมือถือผ่านเร็วมาก! 2-3 วินาที. . .หนีดีกว่า ><!

    ดังนั้นเจ้าของแบรนด์อาจต้องลองคิดใหม่ว่า เนื้อหาแบบใดที่ดึงความสนใจผู้บริโภคได้ แล้วจะส่งต่อ Content นั้นผ่านช่องทางไหนบ้าง?

    เวฟมั้ยคะ?
    เวฟมั้ยคะ?

    จากรูปจะเห็นว่า มีรถจักรยานยนต์รุ่น Honda Wave ล้มตัวนอนในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง เมื่อมาอยู่ในบริบทของสังคมไทยที่เป็นคนตลกเฮฮา จึงเกิดเป็นวลีว่า “เวฟมั้ยคะ?”

    ซึ่งวลีนี้ก็เป็นคำถามเดียวกันกับที่พนักงานของเซเว่น อีเลฟเว่นมักถามลูกค้าค่ะ

    หลังจากที่โพสต์ Content นี้ในโลกออนไลน์ ก็มีผู้คนชื่นชอบและแชร์ต่อกันเยอะมาก!

    60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมเปลี่ยนแบรนด์
    60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมเปลี่ยนแบรนด์

    60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมจะเปิดใจและเปลี่ยนแบรนด์ (นี่คือโอกาสของสินค้าใหม่ค่ะ!) เหตุผล คือ

    1. คุ้มกว่า
    2. ดีกว่า
    3. อยากลองของใหม่ (เบื่อของเดิม)

    ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแบรนด์ที่ไม่มีการผลิตสินค้าใหม่ออกมาเลย กับ แบรนด์ที่ผลิตสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ ผู้บริโภคมักให้ความสนใจกับแบรนด์ประเภทหลังมากกว่า

    สินค้ากลุ่มแฟชั่น เสื้อผ้า มักขายได้ดีทางออนไลน์ เนื่องจากผู้บริโภคชอบความสะดวกสบายในการ shopping มีให้เลือกเยอะและมองหาเทรนด์การแต่งตัวใหม่ๆ อยู่เสมอ

    การทำความรู้จักพูดคุยกับลูกค้าของตนจะช่วยให้แบรนด์เข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

    เช่น ปัจจุบัน กลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z มักค้นหาข้อมูลผ่านทางแอปพลิเคชัน TikTok แล้วเรียนรู้ผ่าน VDO บนแพลตฟอร์มเลย

    แต่ข้อจำกัด คือ Content เหล่านั้นก็ไม่ได้ถูกต้อง 100% จึงควรเช็คข้อมูลอีกครั้งค่ะ

    แอปพลิเคชัน Bondee
    แอปพลิเคชัน Bondee

    แอปพลิเคชัน Bondee ก็เคยได้รับความนิยม สร้างตัวละคร Avartar น่ารักๆ และคุยแชทกับเพื่อนได้แต่หลังจากเปิดตัวมาเพียง 1 สัปดาห์ก็แทบไม่มีใครเข้ามาใช้งานอีกเลย

    จะเห็นว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็ว เวลาที่นักการตลาดจะพิจารณาใช้ช่องทางใดทำการตลาดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยนี้ด้วย

    1 ในปัจจัยการเลือกแบรนด์คือ ความเชื่อถือ ผู้บริโภคมักเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เขารู้สึกสบายใจค่ะ 😃

    ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าของแบรนด์อาจไม่ต้องคิดอะไรมากเกินไป เพราะผู้บริโภคใจดีและให้โอกาสแบรนด์ค่ะ

    ทำผิดก็ปรับปรุงได้น้าา…ไม่ต้องคิดมากจ้าาา แล้วถ้าแบรนด์ทำได้ดี ผู้บริโภคประทับใจก็พร้อมจะช่วยบอกต่อให้ด้วยค่ะ 🙂

    สำหรับ Facebook Group คือกลุ่มรวมคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ซึ่งเจ้าของแบรนด์สามารถเข้าไปแฝงตัวเรียนรู้และทำความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้

    วิธีหาข้อมูลเตรียมทำการตลาดเกี่ยวกับผู้บริโภค

    กิ๊บติดหัวรุ่นตอแหล
    กิ๊บติดหัวรุ่นตอแหล

    จากรูปเป็นกิ๊บติดผมรุ่นสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชาย (ไม่ใช่กิ๊บจัดทรงแบบปกติแล้วนะ!)

    สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ต้องคิดคือ

    • ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความในใจ/กำลังต้องการสิ่งใด? (จุดเริ่มต้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชาย)
    • แล้ว…สินค้าของแบรนด์เราจะช่วยเขาแก้ปัญหาได้อย่างไร? (กิ๊บติดผมรุ่นใบไม้ที่กะให้ผู้ชายปัดออก)

    ข้อดีของยุคนี้คือข้อมูลการตลาดหาได้ง่ายขึ้นและมีเยอะมากกก!

    เครื่องมือที่ใช้ได้ เช่น

    • Google Trend – ทำให้รู้พฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคใน Google Search
    • Facebook Group – รวมกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเดียวกันไว้แลกเปลี่ยนประสบการณ์
    • Instagram – รวมกลุ่มคนที่สนใจสิ่งเดียวกันผ่านแฮชแท็ก (Hashtag)

    ทั้งนี้ ให้เลือกหาข้อมูลในที่ที่กลุ่มเป้าหมายสิงสถิตอยู่ค่ะ!

    เมื่อกำหนดบุคลิกภาพของกลุ่มเป้าหมาย (Persona) ได้แล้ว ก็นำข้อมูลจากเครื่องมือเหล่านี้มาวิเคราะห์ คาดเดาความในใจของผู้บริโภคได้

    เช่น นาย A อายุ 40 ปี เป็นผู้บริหารที่ชอบเทคโนโลยี

    • อุปสรรค (Barrier) : กล้องที่ใช้อยู่หนักมาก ถ่ายรูปลูกยาก (เด็กวิ่งไป-มาตลอดเวลา 😓)
    • ความต้องการ (Want) : อยากถ่ายรูปกับลูกเวลาไปเที่ยว
    • ความฝัน (Dream) : เก็บการเติบโตและความทรงจำ

    ดังนั้น นักการตลาดของแบรนด์ขายกล้องถ่ายรูปก็ต้องสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในเรื่องความรักระหว่างพ่อกับลูก

    สมมุตินักการตลาดได้ข้อมูลเชิงลึกมาว่า “ไม่ว่าจะย้อนดูรูปลูกในวัยไหนๆ ก็ทำให้แม่นั่งยิ้มคนเดียวได้ทุกครั้งเสมอ เพราะแต่ละช่วงเวลาของการเติบโตมีเสน่ห์เฉพาะตัว”

    ดังนั้น แบรนด์ก็อาจเลือกทำ Content เกี่ยวกับ “การเก็บช่วงเวลาเฉพาะตัวของเด็กแต่ละวัย” แล้วส่งต่อเรื่องราวนี้ให้กลุ่มเป้าหมายได้ค่ะ

    สำรวจตลาดคู่แข่งและตัวเอง

    การสำรวจตลาดคู่แข่ง ให้เริ่มจากการตั้งคำถามว่า

    • ผู้บริโภคต้องการอะไร
    • คู่แข่งกำลังให้อะไร
    • อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการแล้วคู่แข่งยังให้ไม่ได้

    เมื่อตอบ 3 คำถามนี้ได้ ก็จะเริ่มสร้างกลยุทธ์ของแบรนด์ ทำให้มีทิศทางของการทำการตลาดต่อไปได้

    เช่น คู่แข่งสื่อสารว่าเป็นกล้องที่เบา แบรนด์กล้องของเราอาจสื่อสารโดยเน้นว่าเป็นกล้องที่ใช้เก็บความทรงจำเฉพาะตัวของเด็ก มีระบบโฟกัสของกล้องจับภาพเด็กๆ ได้แม่นยำ

    หรือกรณีที่คู่แข่งให้สิ่งนี้กับลูกค้าได้ดีอยู่แล้ว แบรนด์กล้องของเราอาจจะหาความในใจของลูกค้ามุมอื่นๆ (ที่คู่แข่งยังไม่ได้พูดถึง) มาสู้แทนค่ะ

    แม้การสำรวจคู่แข่งจะเป็นเรื่องดี แต่ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการปรับตัวตามด้วย…ก็จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ 😊

    จะเห็นว่าการมีข้อมูลลูกค้าอยู่ก่อน (ความในใจว่าคุณพ่ออยากเก็บรูปลูกในแต่ละช่วงเวลา) จะช่วยสร้างกลยุทธ์ออกแแบบสินค้าได้ (สร้างกล้องที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์คุณพ่อ)

    “กลยุทธ์” จะเป็นตัวบอกว่าสิ่งที่เราจะเลือกทำและไม่ทำ เพราะ 2 สิ่งที่ไม่เคยพอ สำหรับการทำการตลาด คือ เงิน และ เวลา

    เช่น ถ้าแบรนด์เราเลือกพูดเรื่องกล้องที่สัมพันธ์กับวัยเฉพาะตัวของเด็ก ก็จะไม่พูดเรื่องการถ่ายภาพสัตว์หรือเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องค่ะ

    Canine Selfie Stick
    Canine Selfie Stick

    อีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ แบรนด์ Pedigree ขายขนม/อาหารให้น้องหมา เขาเลือกที่จะจับกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบการถ่ายรูปน้องหมาของตัวเอง

    ปัญหาของคนกลุ่มนี้ คือ น้องไม่เคยหยุดอยู่นิ่งเลย วิ่งตลอดเวลา

    ดังนั้น เจ้าของแบรนด์เลยแก้ปัญหาโดยนำขนม (สินค้าของแบรนด์) ให้สามารถติดอยู่ที่กล้องมือถือของเจ้าของได้ (ตามรูป)

    ผลสุดท้าย คือ สามารถถ่ายเซลฟี่น้องได้ และมี filter เพิ่มความน่ารักอีกด้วย ><!

    สังเกตว่าแบรนด์ Pedigree ก็จะไม่เคยพูดถึงเรื่องอื่นนอกจากการถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงค่ะ

    วางแผนเข้าถึงและสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อสร้างแบรนด์

    3 สิ่ง สำหรับการสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ของเราได้ คือ

    1. คนที่ใช่ – ใคร?
    2. เวลาที่ใช่ – จังหวะไหน?
    3. ประสบการณ์ที่ใช่ – จะสร้างประสบการณ์อะไร?

    โดยทำ 3 อย่างนี้ผ่านการใช้ Data ค่ะ

    Delayed Flight Machine
    Delayed Flight Machine

    เช่น แบรนด์ KitKat ต้องการจะแจกตัวอย่างสินค้า

    คนที่ใช่ : ผู้โดยสารที่มาสนามบิน

    เวลาที่ใช่ : กำลังรอขึ้นเครื่องบิน (Flight Delay)

    ประสบการณ์ที่ใช่ : ระหว่างรอ Flight Delay ให้สแกนบัตรขึ้นเครื่อง (Boarding pass) เพื่อรับ KitKat ฟรี

    Dr.PONG+ อ่านว่า...
    Dr.PONG+ อ่านว่า…

    อีก 1 ตัวอย่าง เช่น

    แบรนด์เครื่องสำอาง Dr.PONG+ ต้องการจะโปรโมตสินค้าของตัวเอง

    คนที่ใช่ : คนที่มีนิสัยชอบอะไรตลกๆ

    เวลาที่ใช่ : จังหวะที่เขากำลังเล่น Facebook

    ประสบการณ์ที่ใช่ : สร้าง Content ล้อชื่อแบรนด์ตัวเอง

    จะเห็นว่าแบรนด์นี้ แม้จะขายขำ แต่ก็ขายของไปด้วย!

    นอกจากนี้ยุคปัจจุบันเราสามารถนำ Technology มาสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างได้

    เช่น ถ้าเราเป็น Youtuber แล้วไม่มีงบจ้างชาวต่างชาติมาช่วยทำ Content ก็ใช้ AI เพื่อสร้าง VDO ที่มีชาวต่างชาติขยับปากตาม Script ของเราก็ได้

    หรืออาจใช้ Virtual Influencers หรืออินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงมาช่วยทำ Content/ขายสินค้าได้

    วิธีวัดผลต่างๆ

    การวัดผลเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อช่วยประเมินว่า “สิ่งที่ทำไปดีหรือไม่ดี?” แล้วถ้าไม่ดีจะต้องแก้ไขอย่างไร

    ตัวอย่างการวัดผลสิ่งที่แบรนด์ทำกับผู้บริโภค

    คนที่สนใจคนที่หาข้อมูลคนที่ซื้อแฟนคลับ

    การวัดก็จะดูว่าแต่ละขั้นตอนมีคนเพิ่มขึ้นกี่คน ซึ่งมีวิธีวัดผลหลากหลายมาก ขึ้นกับว่าแต่ละแบรนด์จะวัดผลอย่างไรด้วย

    เช่น เมื่อแบรนด์สร้าง VDO การวัดผลก็อาจดูสถิติหลังบ้านว่า มีผู้ชมดู VDO จนจบกี่คน คนดู VDO หายไปช่วงวินาทีที่เท่าไหร่

    ถ้าเป็นเว็บไซด์ขายของก็อาจดูว่ามีคนเข้าเว็บไซด์เพิ่มขึ้นมั้ย หรือใช้เครื่องมือ Google Analytics 4 (GA4) เอา Data มาวิเคราะห์ว่า คนที่เข้ามาซื้อของผ่านหน้าไหนของเว็บไซด์เราบ้าง เข้ามากี่ครั้งก่อนที่จะกดซื้อสินค้า

    การวัดผล 4 เรื่อง: เงิน-การกระทำ, เงิน-เวลา และ เงิน-อารมณ์
    การวัดผล 4 เรื่อง: เงิน-การกระทำ, เงิน-เวลา และ เงิน-อารมณ์

    ในภาพรวม การวัดผลจะมี 4 เรื่อง คือ

    1. เงิน
    2. การกระทำของผู้บริโภค (Actions)
    3. เวลา (Durations)
    4. อารมณ์ (Emotions) : ดีใจ โกรธ เสียใจ ตกใจ

    ให้นำ 4 เรื่องนี้มาวัดสิ่งที่แบรนด์ทำลงไปค่ะ

    สรุปภาพรวม

    • มูลค่าของแบรนด์สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ (เหมือนกับรถยนต์หรู Ferrari)
    • การตลาด ไม่ใช่ โฆษณา
    • หัวใจของการทำการตลาด คือ ต้องรู้ความในใจผู้บริโภค (Customer Insight) อะไรที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น
    • ผู้บริโภคพร้อมให้โอกาสแบรนด์ แม้ทำพลาด (คนเราพลาดกันได้ค่ะ 🙂)
    • ผู้บริโภคคนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยเฮฮา รักความสนุก หากเห็น Content แนวนี้จะชื่นชอบและแชร์ต่อเยอะมาก
    • 60% ของผู้บริโภคคนไทยพร้อมเปิดใจและเปลี่ยนแบรนด์ ด้วย 3 เหตุผล คือ คุ้มกว่า ดีกว่า หรือ อยากลองของใหม่
    • 1 ในปัจจัยการเลือกแบรนด์ คือ ความเชื่อถือ ผู้บริโภคมักเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เขารู้สบายใจ
    • เครื่องมือที่ช่วยทำการตลาดได้ เช่น Google Trend, Facebook Group หรือ Instagram
    • การสร้างกลยุทธ์ของแบรนด์ ให้เริ่มจากการตั้งคำถามว่า ผู้บริโภคต้องการอะไร , คู่แข่งกำลังให้อะไร และ อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการแล้วคู่แข่งยังให้ไม่ได้
    • 2 สิ่งที่ไม่เคยพอสำหรับการทำการตลาด คือ เงิน และ เวลา ดังนั้น แต่ละแบรนด์ต้องเลือก Focus ให้ถูกจุด
    • 3 สิ่งในการสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ คือ คนที่ใช่, เวลาที่ใช่ และ ประสบการณ์ที่ใช่
    • การวัดผลมี 4 เรื่อง คือ เงิน การกระทำของผู้บริโภค เวลา และ อารมณ์

    สุดท้ายนี้ หวังว่าคุณผู้อ่านทุกท่านจะได้ประโยชน์จากบทความนี้นะคะ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องอะไร ฝากติดตามกันต่อนะคะ 😊

  • 3 โมเดลธุรกิจในโลกยุคปัจจุบัน

    3 โมเดลธุรกิจในโลกยุคปัจจุบัน

    1. 5 ทักษะสร้างรายได้และธุรกิจของตนเอง
    2. Million Dollar Weekend
    3. Small Business Flight Plan
    4. The Brain Audit

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 นำบทความพื้นฐานความรู้ทางธุรกิจจากคอร์ส Mini Bootcamp 2025 เพจ DataRockie มาฝากค่ะ

    3 Model ธุรกิจในบทความนี้ ได้แก่

    Million Dollar Weekend (ช่วยสร้างธุรกิจ)

    Small Business Flight Plan (ช่วยบริหารธุรกิจ)

    และ The Brain Audit (ช่วยขายสินค้าได้มากขึ้น)

    แต่ๆๆๆ . . . ก่อนอื่นขอแนะนำทักษะที่จำเป็นก่อนค่ะ 😃

    5 ทักษะสร้างรายได้และธุรกิจของตนเอง

    1. การรู้ขั้นต่ำ (Minimum Viable Skills) เพื่อให้เริ่มต้นทำงานได้
    Minimum Viable Skill
    Minimum Viable Skill

    จากรูป แกน X คือ เวลาที่ใช้เรียนรู้ทักษะนั้นๆ แกน Y คือ ระดับของทักษะ

    เช่น ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ก็จะมีคำศัพท์ที่นิยมใช้ 1,000 คำ เป็นขั้นต่ำให้สามารถอยู่รอดในต่างประเทศได้

    2. ไม่หยุดเรียนรู้จนกว่าจะพัฒนาทักษะนั้นๆ ได้ระดับ 80% (Don’t Stop Until You’re Competent)

    Don't Stop Until You're Competent
    Don’t Stop Until You’re Competent

    อย่างไรก็ตามการรู้ขั้นต่ำเป็นเพียงแค่ “เอาตัวรอด” หากต้องการใช้ภาษาได้ดีขึ้น ทำงานได้มากขึ้น ก็จำเป็นต้องอัพสกิลขึ้นไปถึง Competency Level (80%) ค่ะ

    3. ระวังกฎผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Beware of Diminishing Return)

    กฎเศรษฐศาสตร์บอกว่า หาก Skill Level ถึงระดับ 80% จะเกิด The Law of Diminishing Return

    คือ เวลาหลังจากนี้ที่ลงทุนกับ Skill นั้นๆ จะเริ่มได้ผลตอบแทนลดลงๆ ไม่คุ้มกับการลงทุน จึงแนะนำให้พัฒนา Skill อื่นๆ แทนเพราะคุ้มค่ามากกว่า

    4. รู้หลายๆ ทักษะแล้วเอามารวมพลังกัน (Skill Stacking)

    หนังสือ How to be better at (almost) everything โดย Pat Flynn ก็พูดถึงสิ่งนี้เช่นกัน

    “Skills in combination are more powerful than individual skills”

    5. เป็นผู้เชี่ยวชาญเพียงเรื่องเดียวคือการเรียนรู้ และ เป็นผู้รู้กว้างในทักษะต่างๆ (Expert in Learning, Generalist in Skill)

    เมื่อรวมพลังทักษะแล้ว แม้ไม่ได้เก่งสุดด้านใดด้านหนึ่ง แต่สุดท้ายจะสามารถสร้างธุรกิจได้

    โลกนี้ไม่มี Business Skill แต่มันเกิดจาก Skill in Combination โดยเฉพาะการสร้างธุรกิจด้วยตัวคนเดียว หรือ One Person Business ค่ะ

    ได้เวลามาแชร์ 3 โมเดลธุรกิจแล้วค่ะ. . . ลุยเล้ยย!

    Million Dollar Weekend

    Million Dollar Weekend เป็นหนังสือที่เขียนโดย Noah Kagan นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและผู้สร้าง AppSumo โดยหนังสือบอก 3 Step ที่ใช้สร้างธุรกิจ คือ

    1. Find a problem

    “Problems are everywhere.”

    ปัญหามีอยู่ทุกที่ ดังนั้นหาปัญหา(ที่อยากแก้) ให้เจอ แม้จะยังไม่มี Skill แก้ปัญหานั้น แต่ศึกษาเพิ่มทีหลังได้ค่ะ

    สิ่งที่เป็น “Problem” ต้องใหญ่มากพอที่จะหล่อเลี้ยงธุรกิจให้อยู่รอดได้

    2. Create a solution

    คือ นำเสนอ Solution ให้กับปัญหานั้นๆ

    What you create VS What Customer Want
    What you create VS What Customer Want

    จากรูปจะเห็นว่า Problem Solution ที่เราสร้างขึ้นมากับสิ่งที่ลูกค้าต้องการมีส่วนที่ Overlap กันเยอะ ยิ่งมีพื้นที่ทับซ้อนมากเท่าไหร่ ธุรกิจก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้

    3. Spend $0 validate your ideas

    ไม่ใช้เงินทดสอบ Ideas คือ การขายคอนเซ็ปต์ให้ลูกค้าสั่งของและจ่ายเงินก่อนเริ่มผลิตสินค้าจริง (Pre-Sale) นั่นเอง

    สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ขายประมาณการขายได้ถูกต้อง เป็นการลดความเสี่ยงและการเสียโอกาสจากของขาดไม่พอขายหรือของเหลือเพราะลูกค้าไม่ต้องการ

    ถ้ายอดขาย Pre-Sale สูง แปลว่า ช่วงที่ขายจริงมีโอกาสที่สินค้าจะขายได้มาก

    กลับกัน ถ้ายอดขาย Pre-Sale ต่ำ แปลว่า ผู้ผลิตไม่ควรทำสินค้านั้นออกมาขาย

    Marketing Funnel
    Marketing Funnel

    สำหรับการ Capture Attention ให้ลูกค้าสนใจแบรนด์ ให้นึกถึง Marketing Funnel ค่ะ โดยมันจะไหลจากด้านบนลงล่างผ่าน Content ของแบรนด์

    การสร้างการรับรู้ (Awareness) เช่น การสร้าง Content ดึงดูดคนให้เห็นแบรนด์เรา

    การเลือกซื้อ (Consideration) เช่น การ Live สดผ่าน Social Media แล้วมีคนกดเข้ามาฟัง

    การตัดสินใจซื้อ (Conversion) เช่น การทำ Pre-Sale ขายคอนเซ็ปต์สินค้าใน Live แล้วมีลูกค้าสนใจและโอนเงินมาให้แบรนด์

    Marketing Funnel with Conversion Rate
    Marketing Funnel with Conversion Rate

    จากรูป

    Awareness (100 คน) คือ มีลูกค้าเห็น Content ของแบรนด์ 100 คน

    Consideration (40 คน) คือ ใน 100 คนที่เห็น Content มี 40 คน เริ่มสนใจ (เข้ามาร่วมฟัง Live)

    Conversion (5 คน) คือ ในจำนวน 40 คนที่เข้าฟัง Live พบว่ามี 5 คนที่โอนเงินมาให้แบรนด์

    ดังนั้น Conversion rate = 5/100 = 5% คือ ลูกค้า 100 คนที่เห็น Content มีผู้สนใจโอนเงินมาให้ 5 คนค่ะ

    คำถาม เราสามารถปรับส่วนไหนของ Funnel ได้บ้าง???

    ถ้าอยากขายสินค้าได้มากขึ้นก็สามารถปรับได้ทั้ง 3 ส่วน คือ Awareness Consideration หรือ Conversion

    เช่น การเพิ่ม Awareness ด้วยการทำ Content ให้ดีขึ้น ก็จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาใน Funnel นี้ได้มากขึ้น

    จะเห็นได้ว่า “Content” และ “Communication” เป็นสิ่งสำคัญและเป็นพื้นฐานที่ใช้สร้างธุรกิจค่ะ

    สรุปภาพรวมค่ะ

    หา Problem → สร้าง Solution → ทำ Pre-Sale → Capture Attention → Sales 😃

    Small Business Flight Plan

    Small Business Flight Plan โดย Donald Miller ซึ่งจะมองว่าธุรกิจทำงานเหมือนเครื่องบินค่ะ

    เป้าหมายที่สำคัญของเครื่องบิน คือ เครื่องบินต้องไม่ตกก่อนจะถึงจุดหมายปลายทาง เช่นเดียวกับการทำธุรกิจที่ก็คาดหวังว่าธุรกิจจะไม่เจ้งไปเสียก่อนนั่นเอง

    Small Business Flight Plan
    Small Business Flight Plan

    6 ส่วนประกอบของเครื่องบิน มีดังนี้

    1. Captain คนขับเครื่องบิน เป็น Leadership คอยกำหนดทิศทางของธุรกิจ
    2. Body ลำตัวเครื่องบิน คือ Overhead cost ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องจ่ายเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้
      เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ
    3. Wings ปีก 2 ข้าง หรือ Product/Service คือ สินค้าหรือบริการของบริษัทฯ
    4. Left Engine เครื่องยนต์ข้างซ้าย หรือ Marketing
    5. Right Engine เครื่องยนต์ข้างขวา หรือ Sales

    โดย Marketing กับ Sales ทำให้เครื่องบินบินไปข้างหน้าได้เร็วและแรงขึ้น ขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง 😃

    6. Fuel น้ำมัน ก็คือ Cash Flow เงินสดที่ไหลเวียนในธุรกิจ

    ในช่วงที่สภาพอากาศไม่ดี ทำให้เครื่องบินต้องบินวนอยู่กลางอากาศ ดังนั้น “Cash Flow” เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้

    Donald Miller กล่าวว่า หน้าที่ของเจ้าของธุรกิจ คือ ทำให้เครื่องบินบินไปถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัย, บินอยู่บนฟ้าได้นานในช่วงวิกฤติ (Cash Flow ยังเหลือ)

    และเพื่อให้สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้เร็ว ธุรกิจจึงอยากจะทำให้ Body มีความ Lean มากขึ้น ปีกใหญ่ขึ้น เครื่องยนต์แรงขึ้น และลด Overhead cost ให้ได้เยอะๆ

    The Brain Audit

    The Brain Audit
    The Brain Audit

    The Brain Audit หนังสือของ Sean D’Souza พูดถึง กระเป๋า 7 ใบ (Seven Bags) ที่ช่วยให้ปิดการขายได้มากขึ้น

    1. Problem คือ การเริ่มต้นด้วยปัญหาของลูกค้า
    2. Solution คือ นำเสนอวิธีแก้ปัญหาสิ่งนั้น
    3. Target Profile คือ มองไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่า Problem กับ Solution ที่แบรนด์นำเสนอเหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้หรือไม่
    4. Objections คือ ข้อโต้แย้งของผลิตภัณฑ์ซึ่งทางแบรนด์ต้องตอบข้อโต้แย้งให้ครบหรืออาจให้ลูกค้าที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยรีวิวเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้น
    5. Testimonials เป็นผลลัพธ์ของการใช้สินค้าจริง
    6. Risk Reversal จะเกี่ยวข้องกับ Prospect Theory
      เนื่องจากมนุษย์ไม่ชอบความเสี่ยงหรือสถานการณ์ไม่แน่นอน ดังนั้นสิ่งที่แบรนด์สามารถทำได้ คือ Guarantee ประกันความเสี่ยงให้ลูกค้า
      เช่น มี Free Trial ทดลองใช้ฟรี 14 วัน ถ้าชอบจึงกดสมัครสมาชิกหรืออาจทำคอร์สเรียนระยะสั้นให้นักเรียนใหม่ได้ทดลองเรียนก่อนเริ่มสมัครเรียนแบบจริงจัง
    7. Uniqueness คือ ความต่างซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเราต้องสร้างขึ้นมาเอง
  • ตัดสินใจดีขึ้นได้ด้วย 14 โมเดลความคิดทางเศรษฐศาสตร์

    ตัดสินใจดีขึ้นได้ด้วย 14 โมเดลความคิดทางเศรษฐศาสตร์

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 นำบทความ Economic Thinking จากคอร์ส Mini Bootcamp 2025 ของเพจ DataRockie มาฝากค่ะ

    บทความนี้จะนำเสนอเศรษฐศาสตร์ในมุมของโมเดลความคิด (Mental Model) คือ
    การทำความเข้าใจการตัดสินใจของมนุษย์ภายใต้ข้อจำกัดหนึ่งๆ

    มารู้จักกับ 14 Mental Models กันค่ะ

    1. Scarcity
    2. Opportunity Cost
    3. Production Possibility Frontier
    4. Specialization
    5. Rationality
    6. Marginal Analysis
    7. Demand vs. Supply
    8. Elasticity & Total Revenue
    9. Short vs. Long Run Thinking
    10. No Free Lunch
    11. The Attention Economy
    12. Game Theory
    13. The GDP
    14. Purchasing Power Parity

    Scarcity

    สินค้าแบรนด์หรู (Luxury Brand)

    เนื่องจากเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีไม่จำกัด

    หลายครั้งสินค้าแบรนด์หรู (Luxury Brand) มักใช้คอนเซ็ปต์เรื่อง “Scarcity” ทำให้สินค้ามีจำกัด เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าได้

    การโฆษณาสินค้าที่ต้องซื้อภายในวัน-เวลาที่กำหนดเท่านั้น (มี Sense of urgency อยู่ด้วย) ก็ใช้คอนเซ็ปต์นี้เช่นกัน

    3 คอนเซ็ปต์ Scarcity (บางครั้งก็ Scarcity ปลอมๆ) ทางการตลาด คือ

    Ending Soon

    Limited Time/Offer

    Sense of Urgency

    Need-Want-Demand

    สงสัยกันมั้ยคะว่า Need Want Demand 3 คำนี้ ต่างกันอย่างไร?

    Need คือ ความจำเป็น เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องมีเหมือนๆ กันเพื่อความอยู่รอด เช่น ปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย

    Want คือ ความอยาก เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่ละคนต้องการไม่เหมือนกัน (Subjective)

    Demand คือ Want ที่ Back up ด้วย Money อยากได้ก็ต้องมีเงินพร้อมจ่ายด้วยนะ!

    นักการตลาดสนใจที่ Want กับ Demand ค่ะ

    Opportunity Cost

    ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)

    ถ้า Cindy 🐰 มี 3 ทางเลือก คือ

    ทางเลือกที่ 1 จัด workshop สอนทำเค้กวันเกิดตามสั่ง ได้เงิน 1,000 บาท

    ทางเลือกที่ 2 รับจ้างถ่ายรูปงานรับปริญญา ได้เงิน 2,000 บาท

    ทางเลือกที่ 3 อ่านหนังสือเตรียมสอบรับราชการ (สอบ ก.พ.) สมมุติว่า ตีมูลค่าเป็นเงินได้ 3,000 บาท

    Cindy 🐰 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ดังนี้ค่ะ

    ถ้าเลือกระหว่างสอนทำเค้กหรือรับจ้างถ่ายรูป ดังนั้น Cindy 🐰 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส 3,000 บาท (จากการเลือกจะไม่อ่านหนังสือ)

    กลับกัน ถ้าเลือกอ่านหนังสือ ดังนั้น Cindy 🐰 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส 2,000 บาท (จากการไม่เลือกรับจ้างถ่ายรูป)

    จะเห็นได้ว่า ต้นทุนค่าเสียโอกาส เป็นมูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่เราไม่ได้ทำสิ่งนั้น

    ต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ทำให้ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ไม่เท่ากับต้นทุนทางบัญชีค่ะ
    (ทางบัญชีจะดูเฉพาะส่วนที่ลงบัญชีได้เท่านั้น)

    Production Possibility Frontier

    เส้นความเป็นไปได้ในการผลิต หรือ Production Possibility Frontier (PPF) บางครั้งเรียก Production Possibility Curves (PPC)

    เป็นกราฟที่อธิบายการจัดสรรทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้า 2 ชนิดโดยมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัดค่ะ เช่น

    เส้นความเป็นไปได้ในการผลิต (Production Possibility Frontier)

    จากกราฟ แกน X เป็นปริมาณแอปเปิล และแกน Y เป็นปริมาณกล้วย โดยทุกจุดบนเส้น PPF สามารถผลิตได้ทั้งหมด

    การได้อย่างเสียอย่าง (Trade off)

    Trade off คือ การต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

    จากรูปนี้ จากจุด A ไปยังจุด B คือ เราสามารถผลิตแอปเปิลมากขึ้น 100 ผล แต่จะผลิตกล้วยลดลง 80 ผล

    การผลิตกล้วยลดลง 80 ผล เป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย เพื่อให้ผลิตแอปเปิลได้มากขึ้นค่ะ

    จุด D เหนือเส้น PPF ไม่สามารถผลิตได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีทุน (Capital)

    สำหรับจุด A B และ C คือ การใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่าเพราะสามารถผลิตกล้วยกับแอปเปิลได้มากกว่านี้

    จุด D (เหนือเส้น PPF) ไม่สามารถผลิตได้ แต่ก็สามารถขยายให้เส้น PPF เลื่อนไปทางขวาเพื่อแตะจุด D ได้ ทำให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้น

    สิ่งสำคัญคือต้องมีทุน (Capital) มากขึ้นเพื่อให้ประเทศเจริญขึ้นได้ เช่น

    ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) : ที่ดิน น้ำ น้ำมัน ป่าไม้

    ทุนทางกายภาพ (Physical Capital) : โครงสร้างพื้นฐาน เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ

    ทุนมนุษย์ (Human Capital) : การศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่

    ทุนหรือสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Capital) : เงินทุน

    ทุนเทคโนโลยี (Technological Capital) : องค์ความรู้ (Know-How) ต่างๆ

    Specialization

    เนื่องจากแต่ละประเทศมีทรัพยากรและความถนัดในการผลิตสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกัน จึงทำให้มีสินค้าที่ตนทำได้ดีและมีต้นทุนการผลิตต่ำที่ต่างกัน

    เมื่อนำสินค้าเหล่านั้นมาค้าขายกับประเทศอื่นๆ ก็จะเรียกสิ่งนี้ว่า ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage)

    เมื่อแต่ละประเทศเลือกผลิตสินค้าที่ตัวเองมีจุดแข็ง มีความชำนาญ (Specialization) ก็จะเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพได้ในที่สุด

    Rationality

    มนุษย์เราเชื่อมาตลอดว่าตัวเองตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล

    แต่เมื่อ Daniel Kahneman นำเสนอทฤษฎีความคาดหวัง (Prospect Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. 2002

    ทำให้มนุษย์เริ่มรู้สึกว่า บางครั้งตัวเราก็ไม่ได้ใช้เหตุผลในการตัดสินค่ะ

    Daniel Kahneman ค้นพบว่า

    1. มนุษย์ชอบความชัวร์
      ถ้าให้เลือกระหว่าง “ได้เงิน 500 บาทชัวร์ๆ” กับ “เสี่ยงได้ 1,000 บาทหรือไม่ได้เงินเลย” คนส่วนมากมักเลือกแบบแรก
    2. ถ้าต้องเสีย ขอเสี่ยงดูก่อน
      ถ้าให้เลือกระหว่าง “เสียเงินชัวร์ๆ 500 บาท” กับ “เสี่ยงเสียเงิน 1,000 บาทหรือไม่เสียเงินเลย” คนส่วนมากมักเลือกแบบหลัง
    ทฤษฎีความคาดหวัง (Prospect Theory)

    จากทฤษฎีนี้ จะเห็นว่า

    มนุษย์เราไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และความรู้สึกของมนุษย์เมื่อต้องสูญเสียจะรุนแรงกว่าความรู้สึกตอนได้รับ

    “People are more sensitive to losses than to gains of the same magnitude.”

    เมื่อถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เงิน 1,000,000 บาท แต่ทราบข่าวภายหลังว่า โจรขึ้นบ้านสูญเงินไป 1,000,000 บาทเช่นกัน

    สถานการณ์นี้ เราจะรู้สึกเสียใจเยอะมาก ทั้งที่ถ้าคิดแบบมีเหตุมีผล เราควรจะรู้สึกเฉยๆ

    เมื่อนักการตลาดเข้าใจมนุษย์ว่าไม่ชอบเรื่องการสูญเสีย ก็นำเอา Prospect Theory นี้มาประยุกต์ใช้ด้วย เช่น

    มีไขมัน 10% (10% Fat) ❎ เลือกจะไม่พูดสิ่งนี้กับผู้บริโภค

    ไร้ไขมัน 90% (90% Fat-Free) ✅✅✅ บอกสิ่งนี้กับผู้บริโภค

    จะเห็นว่า 2 ข้อความมีความหมายเดียวกัน แต่ทางการตลาดจะบอกผู้บริโภคแบบหลังค่ะ

    Marginal Analysis

    Hot Coffee

    เมื่อคุณผู้อ่านได้ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ในฤดูหนาว อุณหภูมิติดลบ แล้วต้องเลือกสั่งเครื่องดื่มสักแก้ว มีให้เลือก 2 เมนู คือ Hot Coffee หรือ Ice Cola

    คนส่วนใหญ่เลือกจะดื่ม Hot Coffee มากกว่า เนื่องจากบริบทที่คนๆ นั้นเผชิญอยู่มีผลต่อการตัดสินใจด้วยค่ะ

    กลับกัน ถ้าเป็นบริบทประเทศไทยในฤดูร้อน คนส่วนใหญ่จะเลือก Ice Cola มากกว่าค่ะ

    Utility กับ Cost - คุ้มค่า

    การดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ สักแก้วในวันที่อากาศหนาวได้รับความพึงพอใจหรืออรรถประโยชน์ (Utility) มากกว่าการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ค่ะ (สมมุติว่าเครื่องดื่มราคาเท่ากัน)

    Marginal Analysis เป็นคอนเซปต์พื้นฐานของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่สนใจเกี่ยวกับ Next unit สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำในช่วงเวลาถัดไป

    คล้ายๆ กับการเล่นหมากรุก การเดินหมากครั้งถัดไปของเราก็จะต้องประเมินหมากบนกระดานเสียก่อน เพื่อหา the best option สำหรับเรา

    Utility กับ Cost - ไม่คุ้มค่า

    หาก Utility ต่ำกว่า Cost หมายถึง ต้นทุนของเครื่องดื่มสูงกว่าอรรถประโยชน์ที่ได้กลับมา (เงินที่จ่ายไม่คุ้มกับความพึงพอใจ) ดังนั้น ทางเลือกถัดไปที่จะทำ อาจเป็น…

    สั่งเครื่องดื่มเมนูอื่นๆ หรือ ตัดสินใจเดินออกจากร้าน

    คุณผู้อ่านเคยสงสัยมั้ยว่า ทำไม “น้ำ” (จำเป็นต่อร่างกาย) ถึงราคาถูก และ “เพชร” (ใช้เป็นเครื่องประดับ) ถึงราคาแพง

    เรียกปรากฎการณ์นี้ว่าเป็น Water-Diamond Paradox

    ในมุมของ Marginal Analysis การตัดสินใจเลือกสิ่งใดขึ้นกับบริบทตอนนั้นๆ ด้วย

    ถ้าผู้ตัดสินใจ (Decision maker) หลงในทะเลทราย อากาศร้อนๆ ก็จะเลือก “น้ำ” กลับกัน ถ้ากำลังจะขอแฟนสาวแต่งงานก็จะเลือก “เพชร” ค่ะ

    Demand vs. Supply

    Equilibrium คือ จุดที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงราคากันได้

    Demand คือ ความต้องการซื้อ เกิดจากฝั่งลูกค้า (Slope เป็นลบสำหรับสินค้าทั่วไป)

    Supply คือ ความต้องการขาย เกิดจากฝั่งผู้ผลิต (Slope เป็นบวกสำหรับสินค้าทั่วไป)

    Equilibrium คือ จุดที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงราคากันได้

    ราคาสินค้าอยู่สูงกว่าราคาตลาด เกิดเป็น Excess Supply

    ถ้าราคาสินค้าอยู่สูงกว่าราคาตลาด จะเกิด Excess Supply คือ ผู้ผลิตอยากขายแต่ลูกค้าไม่อยากซื้อเพราะสินค้าราคาแพง สินค้าจึงเหลือค้างสต๊อก

    วิธีแก้ปัญหานี้ คือ ลดราคาสินค้าให้ลูกค้าอยากซื้อมากขึ้น จนสุดท้ายกลไกตลาดจะปรับราคากับปริมาณซื้อให้กลับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (Equilibrium)

    เรียกสิ่งนี้ว่า มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) จากหนังสือ The Wealth of Nation ของ Adam Smith บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ นั่นเอง

    ราคาสินค้าอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด เกิดเป็น Excess Demand

    กลับกัน ถ้าราคาสินค้าอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด จะเกิด Excess Demand คือ ลูกค้าอยากซื้อสินค้าเพราะราคาถูก แต่ผู้ผลิตมีสินค้าจำนวนจำกัด

    ดังนั้น ผู้ผลิตจึงตัดสินใจปรับราคาสินค้าขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะกลับเข้าสู่จุดดุลยภาพตามทฤษฎีมือที่มองไม่เห็นเช่นเดียวกันค่ะ

    Elasticity & Total Revenue

    Elastic vs Inelastic

    Elasticity เป็นการวัดความยืดหยุ่นเพื่อดูว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าแล้วปริมาณการซื้อขายจะเปลี่ยนเท่าไหร่? โดยมีสมการ คือ

    TR = P X Q

    TR = Total Revenue

    P = Price

    Q = Quantity

    จากรูปจะเห็นว่า ด้านบนของเส้น Demand จะมีความยืดหยุ่นสูง (Elastic) ในขณะที่ด้านล่างจะยืดหยุ่นต่ำ (Inelastic)

    เมื่อ Demand ยืดหยุ่นสูง ให้ลดราคาสินค้า เพื่อจะได้ Revenue เพิ่มขึ้น

    เมื่อ Demand ยืดหยุ่นต่ำ ให้ขึ้นราคาสินค้า เพื่อจะได้ Revenue เพิ่มขึ้น

    Short vs. Long Run Thinking

    สำหรับ 3 ค่ายมือถือในประเทศไทย คือ DTAC AIS TRUE เรียกว่าเป็น ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly Market)

    การควบรวมกันของ TRUE กับ DTAC จนเหลือผู้เล่นเพียง 2 ราย ทำให้การแข่งขันลดลงและผู้เล่นที่เหลือสามารถกำหนดราคาได้มากขึ้น

    หากค่ายมือถือบริษัทใดลดราคา จะทำให้เกิดผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว คือ

    ระยะสั้น (Short Run) : เพิ่มยอดขายและกำไรมากขึ้น

    ระยะยาว (Long Run) : สงครามราคา (Price War) และนำไปสู่กำไรที่ลดลงของทุกบริษัท สรุปคือทุกคนเจ็บหมด โอ้ย! แง 😣

    ปกติแล้วตลาดลักษณะนี้มักจะไม่สู้กันด้วยราคาแต่จะแข่งกันเรื่องสิทธิพิเศษอื่นๆ ค่ะ 🙂

    Supply shift ขวา กำไรเริ่มลดลง

    เมื่อเริ่มขายสินค้าใดแล้วมี “กำไร”

    “กำไร” ก็จะดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น และเมื่อมีคนขายสินค้าชนิดเดียวกันมากขึ้น (More Supply) กำไรของแต่ละคนจะเริ่มลดลงๆ

    จนในที่สุดจะไม่มีใครมีกำไรเลย!

    แม้ว่าระยะสั้น (Short Run) จะมีกำไรก็จริงแต่ระยะยาว (Long Run) กำไรจะดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ค่ะ

    นอกเสียจากว่าจะมีกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่ไม่สามารถเข้ามาในตลาดได้ง่ายๆ เพราะเจอการกีดกันทางการค้า เช่น การจดลิขสิทธิ์ หรือ ต้องใช้เงินลงทุนสูง

    No Free Lunch

    No Free Lunch โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี

    There’s no free lunch. ข้าวเที่ยงไม่ได้กินฟรี แม้ว่าจะมีคนเลี้ยงข้าวเราก็ตาม!

    นี่เป็นคำพูดของ Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่พูดถึงการได้อย่างเสียอย่าง ทุกอย่างมีสิ่งที่ต้องแลก (Trade off)

    Everything has price. โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี…ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย

    เช่น คอร์สเรียน Mini Bootcamp 2025 นี้ แม้ทางเพจจะเปิดให้ลงทะเบียนและเรียนฟรี แต่ผู้เรียนต้องจ่ายด้วยเวลาที่มี

    เหมือนที่คุณ Richard P. Feynman กล่าวไว้ว่า “Knowledge isn’t free. You have to pay attention.” (เวลากับ attention คือสิ่งเดียวกัน)

    การเล่น Social Media เช่น Facebook TikTok แม้จะฟรี (ไม่ได้จ่ายด้วยเงิน) แต่เมื่ออยู่ใน Platform นั้นๆ ตัวเราก็จะถูกขายข้อมูลและเวลาให้กับผู้ลงโฆษณา

    Platform ที่ดึงเวลาจากลูกค้าได้มาก ก็จะทำเงินจากลูกค้าได้มากเช่นกัน

    จะพบว่า Platform เหล่านี้เก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าไปทำการตลาดเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing) เพื่อให้แบรนด์นำเสนอสินค้าที่ตรงใจลูกค้าและสร้างยอดขายให้แบรนด์มากขึ้นได้

    สำหรับประเทศสวีเดน แม้จะมีรัฐสวัสดิการให้มากมาย แต่ก็ต้องแลกมากับภาษีที่สูงมาก

    The Attention Economy

    human attention as a scarce resource ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ขึ้นกับว่าเราจะ focus กับกิจกรรมใดๆ

    Attention เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ผู้ที่ปกป้อง Attention ตัวเองได้ ไม่ถูก Platform ต่างๆ กลืนกินไปก่อน ก็จะใช้เวลาในแต่ละวันได้คุ้มค่ามากขึ้นค่ะ

    Game Theory

    ทฤษฎีเกม (Game Theory) เป็นทฤษฎีที่อธิบายการตัดสินใจของคู่แข่ง ถ้าเขาทำสิ่งนี้แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไร โดย John Nash นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. 1994

    ทฤษฎีเกม ประกอบด้วย 5 สิ่งนี้ คือ

    ผู้เล่น (Players) อย่างน้อย 2 ฝ่าย

    การตัดสินใจเชิงกลยุทธ (Strategies) เป็น action ที่ผู้เล่นแต่ละคนสามารถทำได้

    ผลลัพธ์ของเกม (Payoffs)

    Rationality โดยผู้เล่นแต่ละคนต้องการให้ตนได้ประโยชน์มากที่สุด และเสียผลประโยชน์ให้น้อยที่สุด

    Equilibrium เป็น stable state ของการตัดสินใจของผู้เล่นร่วมกัน

    ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma) สามารถอธิบายโดยใช้ทฤษฎีเกมได้ คือ ในสถานการณ์ที่มีนักโทษ 2 คน ถูกจับแยกห้องเพื่อสอบสวน

    นักโทษแต่ละคนจะมี 2 action คือ สารภาพ (Confess) หรือ ปิดปากเงียบ (Remain Silent) ก็ได้

    ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma)

    จากรูป ตัวเลขในวงเล็บ คือ จำนวนปีที่ต้องติดคุกของนักโทษแต่ละคน ด้านหน้าเป็นของนักโทษ A ด้านหลังเป็นของนักโทษ B และเครื่องหมายลบแทนการติดคุกค่ะ

    ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma) - นักโทษ A

    สมมุติว่า เราเป็นนักโทษ A (Player A) แล้วลองมองสิ่งที่นักโทษ B (Player B) สามารถทำได้

    ถ้านักโทษ B สารภาพ เพราะฉะนั้น นักโทษ A ควรจะสารภาพด้วย (ติดคุกเพียง 5 ปี)

    ถ้านักโทษ B ปิดปากเงียบ เพราะฉะนั้น นักโทษ A ควรจะสารภาพ (ไม่ติดคุก)

    จะเห็นได้ว่า ไม่ว่านักโทษ B จะ action แบบใด สำหรับนักโทษ A แล้วนั้น การเลือกที่จะสารภาพเป็น The best strategy กลยุทธ์ที่ดีที่สุด!

    ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma) - นักโทษ B

    ในทางกลับกัน สมมุติว่า เราเป็นนักโทษ B (Player B) แล้วลองมองสิ่งที่นักโทษ A (Player A) สามารถทำได้

    ถ้านักโทษ A สารภาพ เพราะฉะนั้น นักโทษ B ควรจะสารภาพด้วย (ติดคุกเพียง 5 ปี)

    ถ้านักโทษ A ปิดปากเงียบ เพราะฉะนั้น นักโทษ B ควรจะสารภาพ (ไม่ติดคุก)

    จะเห็นได้ว่า ไม่ว่านักโทษ A จะ action แบบใด สำหรับนักโทษ B การเลือกที่จะสารภาพเป็น The best strategy กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเช่นเดียวกัน!

    ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma) - Nash Equilibrium

    สำหรับ Nash Equilibrium ก็คือ จุดที่ทั้งคู่ยอมรับสารภาพค่ะ

    ทฤษฎีนี้สามารถนำมาประยุกต์ทางธุรกิจได้ เช่น มีบริษัท 2 บริษัทที่เดิมทีเป็นคู่แข่งกัน

    มี 2 action คือ ควบรวมบริษัทหรือจะแยกเป็น 2 บริษัทที่สู้กันเหมือนเดิม แล้วดูผลลัพธ์ว่า Market Share เป็นอย่างไร

    หรือในกรณีที่ร้านค้าประเภทเดียวกันมักตั้งอยู่ละแวกเดียวกัน (แบบนี้ก็แย่งลูกค้ากันมั้ย?!)

    สิ่งนี้ก็อธิบายด้วยทฤษฎีเกมเช่นกัน สมมุติว่าร้านขายขนม A ตั้งอยู่หัวถนน ส่วนร้านขายขนม B ตั้งอยู่อีกฟากนึงของถนนสายเดียวกัน

    กาารตั้งร้านลักษณะนี้ ถ้าลูกค้าเดินมาจากหัวถนนก็จะเจอร้านขนม A ในขณะที่ลูกค้าอีกคนที่เดินมาจากอีกฟากจะเจอร้านขนม B ทำให้ลูกค้าทั้งสองมีโอกาสเข้าร้านที่ตนเจอก่อนได้

    ดังนั้น การตั้งร้านเช่นนี้ ทำให้ไม่สามารถเจอกลุ่มเป้าหมายได้ทั้งหมด

    ในทางตรงกันข้าม หากร้านขายขนมทั้งคู่อยู่ใกล้ๆ กัน เวลาที่ลูกค้ามาเจอ 2 ร้านนี้พร้อมกัน ก็จะทำให้ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันอีกเลย

    ทฤษฎีเกมจะเรียกสิ่งนี้ว่า Nash Equilibrium นั่นเองค่ะ

    The GDP

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) เป็นการดูมูลค่าสินค้าและบริการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็นับรวมทั้งหมด – What is made here in Thailand)

    ในขณะที่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Product (GNP) เป็นการดูมูลค่าการผลิตทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยคนไทย (ไม่ว่าคนไทยคนนั้นจะอยู่ที่ใดบนโลกก็ตาม – What is made by us)

    Total GDP (Y2025)

    GDP = SUM (P X Q)

    GDP = Gross Domestic Product

    P = Price

    Q = Quantity

    จากสูตร GDP = Price X Quantity (ก็คือ TR นั่นเอง!)

    ดังนั้น Total GDP จะเป็นผลรวมของ Revenue ค่ะ

    Total GDP (Y2026) - Price Rises

    ข้อควรระวังในการคำนวณ GDP (หมายถึง Nominal GDP) คือ หากราคาสินค้า (Price) เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณ (Quantity) การผลิตสินค้าเท่าเดิม

    ผลลัพธ์คือจะทำให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นได้! แต่ GDP ที่สูงขึ้นนี้ ไม่ได้หมายความว่าประเทศเจริญขึ้นแล้ว แต่หมายถึง ราคาสินค้าสูงขึ้น (เงินเฟ้อ หรือ Inflation)

    ดังนั้นเราจึงมักดู Real GDP ควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะใช้ราคาสินค้าของปีฐาน (the base year) มาคำนวณด้วย

    Total GDP (Y2026) - No Change

    จากรูป หากคำนวณ Real GDP โดยใช้ปี 2025 เป็นปีฐาน ดังนั้น Total GDP ในปี 2026 จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย (Real GDP เท่าเดิม ประเทศไม่ได้โตขึ้นเลย)

    More Food (Q) is Better!

    ในทางกลับกัน ถ้าปริมาณการผลิตเพิ่มมากขึ้น (Q เพิ่มขึ้น) ก็คือคนในประเทศได้บริโภคสินค้ามากขึ้นค่ะ! 🙂

    Purchasing Power Parity

    ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ หรือ Purchasing Power Parity (PPP)

    เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการเปรียบเทียบมูลค่าของเงินที่ต่างกันโดยปรับให้เหมาะสมกับอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ

    ตัวอย่างเช่น หากต้องการซื้อคอร์สเรียนของต่างประเทศแต่เราเป็นคนไทย

    เราก็สามารถทำเรื่องเพื่อขอ PPP ปรับราคาค่าคอร์สเรียนให้เข้ากับอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทยได้ด้วย (ราคาคอร์สเรียนถูกลงนั่นเอง เย้!)

  • 7 โมเดลความคิดที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

    7 โมเดลความคิดที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

    1. Map is not the territory
    2. First principles thinking
    3. Second-Order thinking
    4. Probabilistic thinking
    5. Inversion thinking
    6. Circle of competence
    7. Statistics as Mental Model (Inductive Reasoning)

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน วันนี้ Cindy 🐰 นำบทความเกี่ยวกับโมเดลความคิด (Mental Model) จากคอร์ส Mini Bootcamp 2025 เพจ DataRockie มาแชร์นะคะ

    A small leak will sink a great ship.

    Benjamin Franklin กล่าวว่า A small leak will sink a great ship.

    รูเล็กๆ สามารถทำเรือทั้งลำล่มได้ หากกระบวนการคิดไม่ดีพอ (เรือมีรูรั่ว) ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดและชีวิตจะพังได้ในที่สุด

    หนังสือ Mental Models หลายเล่มได้แรงบันดาลใจจาก Charlie Munger เขากล่าวว่า ยิ่งเรียนรู้ Mental Models ก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

    บทความนี้นำเสนอ 7 Mental Models ที่ช่วยให้คุณผู้อ่านตัดสินใจได้ดีขึ้น เพื่อจะได้มีชีวิตตามที่ต้องการได้ค่ะ 🙂

    มาเริ่มกันเลยค่ะ!

    Map is not the territory

    Map is not the territory

    แผนที่จะแสดงเฉพาะส่วนสำคัญเท่านั้น แผนที่จึงไม่เหมือนกับพื้นที่จริง

    ผู้ที่มีแผนที่ (Mental Model) ใกล้เคียงพื้นที่จริง (Reality) มากที่สุด จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ 🙂

    ยุคนี้ที่ Reality เปลี่ยนแปลงเร็ว การอัปเดต Mental Model จึงเป็นสิ่งที่ควรทำค่ะ

    หากให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จในอดีตมาเริ่มทำธุรกิจอีกครั้งในโลกปัจจุบัน ถ้าเขาไม่ได้อัปเดต Mental Model ก็จะประสบความสำเร็จได้ยากเช่นกัน

    P/E Ratio เปรียบเสมือนแผนที่ที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจเลือกซื้อหุ้น

    เพราะหากต้องพิจารณางบการเงิน (Financial Statements) ทั้งหมดของบริษัท รายละเอียดจะเยอะมากจนไม่สามารถตัดสินใจเลือกลงทุนได้

    Daniel Kahneman นักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้เขียนหนังสือ Thinking, Fast and Slow พูดถึงการตัดสินใจของมนุษย์ มี 2 ระบบ คือ

    System 1 = Thinking Fast (เราชอบหุ้นนี้จริงมั้ย?)

    System 2 = Thinking Slow (หุ้นนี้มี P/E Ratio เป็นอย่างไร ควรซื้อมั้ย?)

    ทั้ง 2 ระบบทำงานร่วมกัน หากพึ่งพา System 1 มากเกินไปจะทำให้ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลได้ค่ะ

    First principles thinking

    Root Cause Analysis

    เป็นการมองลึกไปที่แก่นแท้ของปัญหาว่าคือสิ่งใด

    Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla Motor ใช้หลักคิด First principles ในการทำธุรกิจ

    เขาพิจารณาลึกไปถึงส่วนประกอบย่อยๆ ของแบตเตอรี่ (เช่น อะลูมิเนียม โคบอลท์ นิกเกิล) ให้ทีมงานประกอบร่างใหม่กลายเป็นแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ในที่สุด

    และค้นพบว่าสามารถลดต้นทุนจาก $600 เหลือเพียง $80 สุดยอด! 😃

    เขามีหลักคิด คือ วิเคราะห์ต้นทุนของสิ่งนั้นก่อน ถ้าคุ้มก็จะสร้างเอง (Build) แต่ถ้าไม่คุ้มก็จะซื้อใช้ (Buy)

    Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ผู้นำ E-Commerce รายใหญ่ของโลก ก็ใช้หลักคิด First principles เช่นกัน คือ ลูกค้าต้องมาก่อน (Customer Obsession)

    เวลาที่สั่งหนังสือจาก Amazon แล้วขนส่งล่าช้า เมื่อลูกค้าปรึกษา Customer Service แบรนด์นี้เลือกจะแก้ปัญหาด้วยการจัดส่งสินค้าชุดใหม่ให้ทันที

    เรียกกลยุทธ์นี้ว่า Zero Profit Strategy (แม้ดูจะไม่คุ้มกับต้นทุนที่ Amazon ต้องจ่าย) แต่เมื่อลูกค้ามีความสุข ระยะยาวธุรกิจก็ประสบความสำเร็จได้ค่ะ 🙂

    Alex Hormozi นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ รายได้หลักล้านเหรียญต่อเดือน มีหลักคิด First principles 2 ข้อ เรื่องเงิน คือ

    1. ไม่ใช้เงินเกินตัว (Live below your means)

    2. นำเงินเก็บมาลงทุนในตัวเอง เพื่อจะหาเงินได้เพิ่มขึ้น (Invest in yourself; increase your earning capacity)

    เพราะเมื่อตัวเราเก่งขึ้นปัจจัยภายนอก/เงินเฟ้อจะทำร้ายเราได้น้อยลงนั่นเอง

    Marcus Aurelius จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันและกษัตริย์นักปรัชญา มีหลักคิด First principles คือ โฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้และเพิกเฉยต่อสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

    Control What You Can, Ignore The Rest

    สิ่งที่ควบคุมได้ 2 สิ่ง คือ

    1. วิธีคิด (Mental Model)

    2. การกระทำ

    เมื่อโฟกัส 2 สิ่งนี้ชีวิตจะมีความสุขขึ้น 😃

    สิ่งอื่นๆ ที่เหลือเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพอากาศ วิกฤตเศรษฐกิจ ความคิดและการกระทำของคนอื่นๆ . . . Cindy 🐰 แนะนำให้ปล่อยวางค่ะ

    Second-Order thinking

    Discount -> Price War

    First-Order Thinking คือ การคิดระยะสั้น ขณะที่ Second-Order Thinking คือ การคิดระยะยาว มองการณ์ไกล

    ในทางธุรกิจ การลดราคา หากคิดแบบ First-Order จะทำให้ขายสินค้าได้มากขึ้น

    แต่เมื่อคิดแบบ Second-Order จะพบว่า ระยะยาวสิ่งนี้สามารถทำร้ายแบรนด์ได้ และอาจเกิดสงครามราคา (Price War) ตามมา

    การรับประทาน Junk Food จำพวกพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์

    คิดแบบ First-Order จะได้ความสุขทันทีที่กิน

    แต่ถ้าคิดแบบ Second-Order จะพบว่า เมื่อกินติดต่อกันนานๆ จะเกิดโรคอ้วน เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

    Thomas Aquinas นำเสนอว่า อิสรภาพที่แท้จริง เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างมีข้อจำกัด ในที่นี้คือ ไม่ตามใจปาก และเรียกสิ่งนี้ว่า Freedom of Excellence

    Probabilistic thinking

    Thinking in Grey

    Probabilistic thinking คือ การไม่มองโลกเป็นขาวกับดำแต่มองเป็นสเกล เป็น Spectrum

    หากถามว่า ประเทศไทยสามารถเป็นประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Country) ในอีก 10 ปีข้างหน้าได้หรือไม่

    คำตอบมักมี 2 แบบ คือ ได้ กับ ไม่ได้

    แต่ถ้าเปลี่ยนรูปแบบคำตอบเป็นแบบสเกล ให้สามารถตอบได้ 0-1 เช่น 0.3 , 0.9

    ทศนิยมเหล่านี้ไม่มีตัวเลขใดผิดเลยเพราะเป็นเรื่องอนาคต แต่ใครที่มี Mental Model เข้าใกล้ความจริงมากกว่าก็จะประเมินตัวเลขนี้ได้ใกล้ความจริงมากกว่าด้วย 😃

    คำตอบแบบ ได้ กับ ไม่ได้ เรียกว่า White and Black Thinking

    คำตอบแบบสเกล เรียกว่า Thinking in Grey

    นอกจากนี้ ความน่าจะเป็น สามารถนิยามได้ 2 แบบ คือ

    แบบที่ 1 Frequentist คือ ความน่าจะเป็นแบบทั่วไป เช่น การโยนเหรียญหัว-ก้อย หรือ การทอยลูกเต๋า

    แบบที่ 2 Subjective Belief เป็นความเชื่อส่วนตัวที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

    เช่น ประเทศไทยจะดีขึ้นในอนาคตหรือไม่ คำตอบของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เพราะ Mental Model ไม่เหมือนกัน จึงประเมินค่าตัวเลขออกมาได้ต่างกันด้วย

    สำหรับ Subjective Belief สามารถเปลี่ยนแปลง อัปเดตได้

    คือ ความเชื่อเดิม (Current Belief) + ข้อมูลชุดใหม่ (New Data) ⇒ ความเชื่อใหม่ (New Belief)

    ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีก 10 ปี ข้างหน้าได้หรือไม่

    คำถามนี้ หากเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไป เช่น เป็นรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

    สิ่งนี้จะทำให้เกิดเป็นความเชื่อใหม่ ทำให้ตัวเลขแบบสเกลที่ตอบก่อนหน้าเปลี่ยนแปลงด้วย

    Inversion thinking

    Inversion thinking

    Inversion thinking เป็นการมองโลกอีกมุมหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เห็นโลกเปลี่ยนไปด้วย

    ถ้าต้องการมีสุขภาพที่ดีขึ้น สามารถคิดได้ 2 วิธี คือ

    คิดแบบ Forward (คนส่วนใหญ่) คือ จะเริ่มกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นได้อย่างไร

    คิดแบบ Inverse คือ จะหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้อย่างไร

    ถ้าอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น สามารถคิดได้ 2 วิธีเช่นกัน คือ

    คิดแบบ Forward (คนส่วนใหญ่) คือ เขียน To Do Lists

    คิดแบบ Inverse คือ เขียน Not To Do Lists ว่าสิ่งที่ไม่ควรทำมีอะไรบ้าง

    Circle of competence

    Circle of Competence

    Warren Buffett นักธุรกิจและเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกัน กล่าวถึง การลงทุนในหุ้นว่า เขาจะลงทุนเฉพาะสิ่งที่ถนัด รู้จัก และ มีประสบการณ์ (Circle of Competence)

    ลงทุนในกรอบแนวคิดนี้เท่านั้น ยอมรับว่าตนเองไม่ได้เก่งในทุกๆ เรื่อง

    การที่มนุษย์ก้าวขาออกจากวงกลมที่ถนัด ก็มีแนวโน้มจะล้มเหลวได้เยอะมาก!

    Anywhere in life, your success rate will drop if you operate out of your circle of competence.

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เราสามารถขยายวงกลมนี้ (Expand Your Circle of Competence) ด้วยการพัฒนาตนเอง ไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่

    เท่ากับว่า ได้อัปเดตแผนที่ซึ่งเป็น Mental Model ของตนด้วยค่ะ 😃

    Statistics as Mental Model (Inductive Reasoning)

    Statistics

    Deductive: from general principles to specific conclusions

    Inductive: from specific observations to general conclusions

    การให้เหตุผลแบบนิรนัย (Deductive Reasoning) จะอาศัยความรู้พื้นฐานชุดหนึ่งที่ยอมรับว่าเป็นจริง แล้วใช้เหตุผลอ้างไปถึงข้อสรุป (ภาพใหญ่ ⇒ ภาพเล็ก)

    มักเป็นกฎที่เป็นจริงเสมอและแน่นอน เช่น

    สัตว์ปีกทุกตัวมี 2 ขา

    เป็ดเป็นสัตว์ปีก

    ดังนั้น เป็ดมี 2 ขา

    ในขณะที่สถิติฉบับโมเดลความคิด (Statistics as Mental Model) จะเป็นการให้เหตุผลแบบอุปนัย (Inductive Reasoning)

    คือ อาศัยหลักความน่าจะเป็น รวบรวมข้อเท็จจริงจากการสังเกตหลายๆ ครั้งแล้วมาสรุปผลรวม (ภาพเล็ก ⇒ ภาพใหญ่)

    แต่เนื่องจากการให้เหตุผลแบบอุปนัยนี้เป็นเพียงการใช้กลุ่มตัวอย่างมาสรุปผลจึงอาจมีข้อจำกัดคือเชื่อได้บ้างแต่อาจจะยังไม่สามารถสรุปได้ทั้ง 100%

    ในการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถใช้เหตุผลทั้ง 2 แบบร่วมกันได้

    You don't need complete information to make great decisions in life.

    ในชีวิตจริง แม้จะไม่ได้มีข้อมูลครบทุกมิติก็สามารถตัดสินใจให้ออกมาได้ดีด้วย 3 สิ่งนี้ คือ

    1. Mental Model (Deductive Reasoning)
    2. ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น สถิติต่างๆ (Inductive Reasoning)
    3. ผลลัพธ์ที่สมเหตุผล
  • ธุรกิจและการตลาดในโลกดิจิทัลทำงานอย่างไร

    ธุรกิจและการตลาดในโลกดิจิทัลทำงานอย่างไร

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 สรุปบทความเกี่ยวกับโลกธุรกิจและการตลาดยุค Digital จากคอร์สเรียน Data science bootcamp มาให้อ่านกันนะคะ

    1. How Business Works
    2. Behavior Funnel
    3. Believe Funnel
    4. Pirate Metrics
    5. Customer Journey
    6. Digital Marketing
    7. Attribution model

    How Business Works

    การทำธุรกิจเปรียบเสมือนการขับเครื่องบิน ถ้าอยากให้เครื่องบินบินไปถึงจุดหมายปลายทางได้ก็ต้องดูแลแต่ละส่วนให้สมดุลกัน

    ส่วนประกอบของเครื่องบินในทางธุรกิจ
    ส่วนประกอบของเครื่องบินในทางธุรกิจ

    ส่วนประกอบหลักของเครื่องบิน มี 5 ส่วน ดังนี้

    1. Body (ลำตัวเครื่องบิน)
    2. Wings (ปีกเครื่องบิน)
    3. Engine (เครื่องยนต์)
    4. Fuel (น้ำมัน)
    5. Cockpit (ห้องนักบิน)

    Body คือ Overhead cost เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายออกทุกเดือน เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าอุปกรณ์สำนักงาน

    Wings คือ Products/Services ปีกยิ่งใหญ่…ยิ่งดี แสดงว่า Products/Services ตอบโจทย์ลูกค้าได้ เป็น Product-Market Fit (PMF)

    เครื่องบินที่ Body ใหญ่ แต่ Wings เล็ก อาจบินไปไม่ถึงเป้าหมายและเครื่องตกในที่สุด

    Engine แบ่งเป็น

    Right Engine คือ Marketing

    เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า Marketing จะทำให้ลูกค้าเข้าใจ Products/Services ของแบรนด์ดีขึ้น รู้ว่าสิ่งนี้ช่วยเขาแก้ปัญหาได้อย่างไร

    Left Engine คือ Sales process

    เป็นกระบวนการขาย เริ่มตั้งแต่กดสั่งซื้อจนสินค้าถึงมือลูกค้า

    💡💡💡
    Wings ช่วยให้เครื่องบินสามารถบินขึ้นได้
    Engine ช่วยให้เครื่องบินบินได้แรงขึ้น ไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น

    Fuel คือ Cash flow หรือ กระแสเงินสด

    “เงินเข้า” (รายได้) ต้องมากกว่า “เงินออก” (รายจ่าย) และควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ธุรกิจมีสภาพคล่องเมื่อเจอวิกฤติ

    ทีม Marketing อาจนำเสนอ Data ที่วิเคราะห์แล้วว่า สามารถเพิ่ม Cash Flow ได้ให้ผู้บริหารทราบ

    Cockpit คือ Leadership จะต้องเป็นทั้งผู้บริหารงานและลูกทีมเพื่อให้เครื่องบินไปถึงเป้าหมายได้

    เครื่องบินอุดมคติ คือ คนขับเก่ง ตัวเครื่องเล็ก ปีกใหญ่ เครื่องยนต์แรง และ มีน้ำมันเต็มถังค่ะ 🙂

    Behavior Funnel

    คือ เป็นการเปลี่ยนจากคนรู้จักให้กลายเป็นลูกค้าของเรา

    สำหรับ Traditional Marketing Funnel (Behavior Funnel)

    Behavior Funnel 
(Awareness -> Consideration -> Conversion)
    Behavior Funnel (Awareness -> Consideration -> Conversion)

    แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

    Awareness (Cold audience)

    ลูกค้าเพิ่งรู้จักแบรนด์ เห็น Content แล้วแต่ยังไม่กด Like กด Share

    Consideration (Warm audience)

    ลูกค้าเริ่มกด Like กด Share

    Conversion (Hot audience)

    ลูกค้าเริ่มสนใจ กดเข้ามาดูสินค้า และมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าของแบรนด์มากที่สุด

    ทีม Data อาจช่วยบริษัทด้วยการใช้ Data ที่วิเคราะห์แล้วว่า สามารถทำให้ลูกค้าไหลจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง Funnel ให้มากที่สุด

    เช่น การทำ A/B Testing เพื่อหาแคมเปญเวอร์ชั่นที่ดึงดูดลูกค้าได้ดีกว่า

    Believe Funnel

    Believe Funnel 
(Shorter & Longer Chain of belief)
    Believe Funnel (Shorter & Longer Chain of belief)

    เป็น Framework เกี่ยวกับ “ความเชื่อ”

    คนที่อยู่ใกล้กับ Product (Shorter chain of belief) มีโอกาสซื้อสินค้าของแบรนด์ๆ นั้น เพราะเขาเชื่อว่า Product นี้ตอบโจทย์เขาได้

    คนที่อยู่ไกลจาก Product (Longer chain of belief) คือ ความเชื่อเขาไม่ตรงกับแบรนด์ๆ นั้น

    การทำให้เปลี่ยนใจมาซื้อ ต้องออกแรงดึงเขาเข้ามา ให้ข้อมูลมากขึ้น เห็น Content ของแบรนด์เยอะขึ้น เขาจึงจะเชื่อเหมือนที่แบรนด์นำเสนอ

    ปัญหาของคนที่เป็น Longer chain of belief อาจเป็นเพราะ ตัวเขาไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหานั้นๆ แบรนด์จึงต้อง Educate ให้เขาเห็นปัญหานั้นเสียก่อน

    Building a Second Brain 
(TIAGO FORTE)
    Building a Second Brain (TIAGO FORTE)

    Tiago Forte เจ้าของหนังสือ Building a Second Brain ซึ่งสอนเทคนิคการจดโน้ต การสร้างสมองที่ 2

    สำหรับคนที่ไม่เชื่อเรื่องการจดโน้ต ไม่เชื่อเรื่องการเขียนเปลี่ยนชีวิต เขาจะเป็น Longer chain of belief ต้อง Educate เยอะขึ้น เพื่อให้เปลี่ยนใจมาซื้อหนังสือเล่มนี้

    “Marketing is Education” Marketing เป็นการสอนคน ให้เห็น “Value” ของ Product ที่แบรนด์มอบให้ ให้เขาเชื่อว่าใช้แล้วชีวิตจะดีขึ้นได้จริงๆ

    Story ก็สามารถ Add Value ให้ Product ได้เช่นกัน

    แบรนด์ Happy Egg ผู้ผลิตไข่ของสหรัฐอเมริกา มี Story ที่ต่างจากไข่ทั่วไป คือ

    • Golden Sunrise Yolks (ไข่แดงสีทองเหมือนเวลาใกล้รุ่ง)
    • Hens Raised on 8+ Acres (เลี้ยงแม่ไก่บนพื้นที่ 8+ เอเคอร์)
    • Rich & Flavorful (ไข่อร่อย รสชาติดี)
    • Biodegradable Yellow Carton (แผงไข่สีเหลืองย่อยสลายง่าย)
    • Raised by Small Family Farmers (เลี้ยงโดยเกษตรกรครอบครัวเล็กๆ)

    เมื่อมี Story มา wrap ไข่ + คน “เชื่อ” สิ่งที่แบรนด์นำเสนอ ⇒ ยอมจ่ายเงินซื้อไข่ (ในราคาที่สูงขึ้น) 🙂

    อีกวิธีสร้างความเชื่อ คือ “Claim and Proof”

    คือ หาหลักฐานต่างๆ (เช่น สถิติ) มายืนยันสิ่งที่นำเสนอให้น่าเชื่อถือมากขึ้น

    แบรนด์ที่เคลมแล้วไม่เป็นจริง ลูกค้าได้สินค้าไม่ตรงปก ความเชื่อใจหาย และไม่กลับมาซื้อสินค้าแบรนด์นั้นอีก!

    Behavior Funnel และ Believe Funnel สามารถใช้ร่วมกันได้

    Behavior Funnel ⇒ เน้นตัวเลข ดูปริมาณยอด Like ยอด Share

    Believe Funnel ⇒ เน้นที่ความคิดคน พยายามเข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร

    Pirate Metrics

    เป็น Metrics ที่วัดผลว่าธุรกิจประสบความสำเร็จหรือไม่ นั่นคือ “AARRR”

    A – Acquisition (เป็นที่รู้จัก)

    A – Activation (เริ่มต้นใช้งาน)

    R – Retention (ใช้งานซ้ำ)

    R – Referral (แนะนำต่อ)

    R – Revenue (มีรายได้)

    เช่น Spotify แพลตฟอร์มสำหรับฟังเพลงออนไลน์

    • การเปิด Account ลูกค้าใหม่ = Acquisition
    • ลูกค้าที่เปิด Account ใหม่ฟังเพลงจบอย่างน้อย 1 เพลง = Activation (แต่ละแบรนด์มีเงื่อนไขต่างกัน)
    • ในเดือนถัดไป ลูกค้าที่เปิด Account ใหม่นี้ยังอยู่กับ Spotify กี่คน = Retention
    • Spotify มีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นจาก Word of Mouth = Referral
    • รายได้ของ Spotify = Revenue

    Customer Journey

    ปัจจุบัน ลูกค้ามี Customer Journey ซับซ้อน!
    ปัจจุบัน ลูกค้ามี Customer Journey ซับซ้อน!

    ในปัจจุบัน กว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าสักชิ้น Customer Journey ซับซ้อนมาก มีทั้งแบบ Online (วัดผลได้) และ Offline touch point (วัดผลลำบาก)

    จุดที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เรียกว่า “Touch point” เป้าหมายคือ แบรนด์อยากทำให้ลูกค้าประทับใจในทุกๆ Touch point

    ทีม Marketing จะช่วยหาสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า ว่าเกิดจาก Touch point ใด และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

    Customer Journey Map เป็นเสมือนแผนที่การเดินทางของคนที่เริ่มรู้จักแบรนด์จนถึงการซื้อสินค้ามาใช้

    สินค้าที่เป็น High Involvement (ราคาสูง) ลูกค้ามักหาข้อมูลอย่างละเอียด ไตร่ตรองให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ Journey จึงซับซ้อน

    ในฐานะแบรนด์อาจใช้ Data เพื่อหาโอกาสเปลี่ยน Journey ของลูกค้าให้เปลี่ยนใจมาซื้อสินค้าของแบรนด์มากขึ้นได้

    Digital Marketing

    Marketing is "Believe Building".
    Marketing is “Believe Building”.

    “Marketing” มีนิยามมากมาย

    เช่น Seth Godin นิยามว่า Marketing is the generous act of helping someone solve a problem

    คือ การช่วยให้ผู้อื่นสามารถแก้ไขปัญหาตัวเขาได้ดีขึ้น

    Marketing เป็นการแลกเปลี่ยนกันด้วย “Value

    คือ แบรนด์มอบ Value ให้ลูกค้า และลูกค้าให้ Value กลับมาในรูปแบบของเงิน

    “Value” มักใช้เชิงเปรียบเทียบ (วัดเป็นตัวเลขยาก) แบรนด์ควรมอบ Value ให้มากกว่าเงินที่ลูกค้าจ่าย เพื่อให้เขารู้สึกถึงความคุ้มค่า

    ข้อดีของการทำ Digital Marketing คือ สามารถเข้าถึงคนได้มาก ในราคาไม่แพง

    Academy ของ Product/Service ก็เป็น Marketing เช่นกัน

    HubSpot Academy คือ นอกจากแบรนด์จะขาย Service ด้านการตลาดแล้ว ก็ยังสร้างโรงเรียนสอนใช้เครื่องมือเหล่านั้นด้วย

    คุณอูน Diamond Grains เล่าว่า Marketing เริ่มตั้งแต่ทำ Research และ Product development

    คือ การพูดคุย ทำความเข้าใจลูกค้าว่าเขาชอบกินอะไร แบบไหน ยังไง? แล้วนำสิ่งนั้นมาสร้างเป็น Product ที่ลูกค้าต้องการ 🙂

    การซื้อสินค้าครั้งแรก เกิดจากการทำ “Content” ต่างๆ แล้วลูกค้า “เชื่อ” ว่า Product/Service ของแบรนด์สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้จริงๆ

    สินค้าตัวใหม่คนจองซื้อเยอะมาก (ทั้งที่ไม่เคยใช้) การซื้อครั้งนี้เกิดจาก “ความเชื่อ”

    “Marketing is believe building”

    ส่วนการซื้อซ้ำ มักเกิดจาก “Product” มีคุณภาพดี ตอบโจทย์ลูกค้าได้ (เป็น Product Market Fit)

    💡💡💡
    การซื้อครั้งแรกเกิดจากลูกค้า “เชื่อ” ใน Content
    (ถ้าลูกค้าไม่เชื่อ ⇒ ไม่ซื้อ)
    การซื้อซ้ำเกิดจาก “Product” มีคุณภาพ ตอบโจทย์ลูกค้าได้

    เมื่อ “Product” ดี + ลูกค้า “เชื่อ” ⇒ สินค้าจะขายได้ 🙂

    Attribution model

    เป็นกระบวนการกระจายเครดิตไปยัง Touch point ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ Rules-Based Models และ Data Driven Attribution

    1. Rules-Based Models

    FIRST CLICK ATTRIBUTION
    FIRST CLICK ATTRIBUTION

    First Click Attribution
    คือ การให้เครดิตที่ Touch point แรก ที่ทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้านั้นๆ

    LAST CLICK ATTRIBUTION
    LAST CLICK ATTRIBUTION

    Last Click Attribution

    คือ การให้เครดิตที่ Touch point สุดท้ายก่อนที่ลูกค้าจะซื้อสินค้านั้นๆ

    LINEAR ATTRIBUTION
    LINEAR ATTRIBUTION

    Linear Attribution

    คือ การกระจายเครดิตไปทุกๆ Touch point เท่ากันหมด

    TIME DECAY ATTRIBUTION
    TIME DECAY ATTRIBUTION

    Time Decay Attribution

    คือ Touch point ที่อยู่ใกล้ Purchase จะได้เครดิตมากสุด ในขณะที่ Touch point ยิ่งไกลจาก Purchase ก็จะได้เครดิตน้อยลงๆ ลดหลั่นกันไป

    POSITION BASED ATTRIBUTION
    POSITION BASED ATTRIBUTION

    Position Based Attribution

    คือ จะให้เครดิตที่ First กับ Last Click มากที่สุด

    2. Data Driven Attribution

    DATA DRIVEN ATTRIBUTION
    DATA DRIVEN ATTRIBUTION

    Platform ต่างๆ (เช่น Google Facebook) จะให้ข้อมูลส่วนนี้มา ค่อนข้างเป็น Black box เพราะแบรนด์จะไม่รู้เลยว่า Platform กระจายเครดิตอย่างไร

    ภาพรวมของบทความนี้ คือ

    • ธุรกิจทำงานเหมือนเครื่องบิน ถ้าแบรนด์ดูแลแต่ละส่วนของเครื่องบินได้ดี ก็สามารถบินถึงเป้าหมายได้ไม่ยาก 🙂
    • Marketing is Believe Building and Education.
    • Marketing Funnel มีทั้ง Behavior และ Believe Funnel ใช้คู่กันได้
    • กว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้า Customer Journey ซับซ้อนมาก
      ทีม Marketing สามารถช่วยหาสาเหตุที่ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า ว่าเกิดจาก Touch point ใด และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
    • Digital Marketing เป็นการทำการตลาดผ่านโลกออนไลน์
      มีข้อดี คือ สามารถวัดผลได้ ราคาถูก และเข้าถึงคนได้เยอะ

    สุดท้าย…หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณผู้อ่านจะได้เห็นภาพรวมของ Marketing & Business ไม่มากก็น้อยค่ะ
    ถ้ามีคำแนะนำเพิ่มเติมก็พิมพ์ Comment คุยกันได้ วันนี้ Cindy 🐰 ขอลาไปก่อนค่ะ

  • เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในการตัดสินใจของมนุษย์

    เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในการตัดสินใจของมนุษย์

    สวัสดีค่ะ Cindy 🐰 ได้ฟังบรรยาย Behaviour Economics ของคุณทอย กษิดิศ สตางค์มงคล วันนี้จึงถือโอกาสมา share สิ่งที่ได้เรียนรู้ ให้ทุกท่านได้อ่านนะคะ

    มนุษย์ใช้อะไรตัดสินใจทำหรือไม่ทำกิจกรรมหนึ่งๆ เพราะอะไร? มาหาคำตอบกันค่ะ

    เด็กนักเรียนหญิงในห้องน้ำของโรงเรียน
    เด็กนักเรียนหญิงในห้องน้ำของโรงเรียน

    เหตุการณ์ที่ 1 : เด็กนักเรียนสาวของโรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังจากที่แต่งหน้าทาปาก เวลาเข้าห้องน้ำก็มักจะจูบกระจกเพื่อบอกเป็นนัยว่าได้มาที่นี่แล้ว

    แม้เด็กๆ จะถูกทำโทษแต่เหตุการณ์เช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

    ในที่สุด ครูใหญ่ก็เรียกเด็กกลุ่มนั้นเข้าห้องน้ำพร้อมกัน ชี้แจงถึงความยากลำบากในการทำความสะอาด แล้วให้พี่ภารโรงเอาไม้ม็อบจุ่มน้ำในชักโครกขึ้นมาเช็ดกระจกที่เด็กๆ จูบ

    หลังจากวันนั้น…ไม่มีเด็กนักเรียนสาวคนใด กล้าทำพฤติกรรมเดิมอีกเลย!

    โครงการ Redemption Through Reading ให้นักโทษเลือกอ่านหนังสือเพื่อลดโทษ
    โครงการ Redemption Through Reading ให้นักโทษเลือกอ่านหนังสือเพื่อลดโทษ

    เหตุการณ์ที่ 2 : เรือนจำประเทศบราซิล พบว่า นักโทษที่พ้นโทษไปแล้วมักกลับมาติดคุกอีกในภายหลัง จึงได้เริ่มโครงการ Redemption Through Reading ขึ้น

    การเข้าร่วมโครงการ คือ ให้นักโทษเลือกอ่านหนังสือได้ 1 เล่มต่อเดือน แล้วเขียนเรียงความส่งให้อาจารย์ตรวจ ถ้าสอบผ่านจะลดโทษได้ 4 วัน

    ทำครบ 1 ปี จะอยู่เรือนจำน้อยลง = 12 X 4 = 48 วัน หรือ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง

    นักโทษที่เข้าร่วมโครงการนี้กลับเข้าคุกน้อยลง การอ่านทำให้โลกของพวกเขากว้างขึ้น มีหลายสิ่งน่าทำกว่าการติดยาเสพติด การวิ่งราวขโมยของ หรือ สิ่งที่เขาเคยทำผิดมา

    พิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษพบปัญหาคนเดินขึ้นชั้นบนน้อยมาก
    พิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษพบปัญหาคนเดินขึ้นชั้นบนน้อยมาก

    เหตุการณ์ที่ 3 : พิพิธภัณฑ์ประเทศอังกฤษ พบว่า มีคนเดินขึ้นชั้นบนสุดน้อยมาก ส่วนใหญ่คนจะเดินกันแค่ชั้น 1-2 เท่านั้น

    ทางพิพิธภัณฑ์เลยแก้ปัญหานี้ด้วยการติดบันไดเลื่อนขึ้นไปชั้นบนสุด

    หลังจากที่ติดบันไดเลื่อน พบว่า จำนวนคนที่ขึ้นไปชั้นบนของพิพิธภัณฑ์มีเยอะขึ้น ผู้คนรู้สึกว่า การเดินลงง่ายกว่าการเดินขึ้นเยอะเลย

    จะเห็นว่า ทั้ง 3 เหตุการณ์ คนเหล่านั้นยังคงมีสิทธิในการเลือก (เลือกที่จะจูบหรือไม่จูบกระจก/จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมโครงการ/จะเดินขึ้นชั้นบนหรือเดินลงบันไดเลื่อน)

    นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะใส่ Incentive หรือ สิ่งกระตุ้น เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น เรียกสิ่งนี้ว่า “Choice Architecture”

    กฎ 4 ข้อของ Choice Architecture คือ

    1. Keep all choices : มีตัวเลือกเหมือนเดิม
    2. Free to choose : มีสิทธิเลือกได้เหมือนเดิม
    3. Redesign the interface : เป็นการออกแบบพฤติกรรม (Behavioral Design) นำเสนอทางเลือกใหม่ให้ผู้คนได้เลือก
    4. Lead to a better life : ทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นจากสิ่งที่เลือก (Small change can lead to big impact.)
    การตัดสินใจของมนุษย์มี 2 ระบบ คือ Autopilot (System 1) และ Pilot (System 2)
    การตัดสินใจของมนุษย์มี 2 ระบบ คือ Autopilot (System 1) และ Pilot (System 2)

    ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ของ Daniel Kahneman ได้แบ่งการตัดสินใจของมนุษย์เป็น 2 ระบบ ซึ่งทำงานร่วมกันตลอดเวลา คือ

    ระบบ Fast : Autopilot หรือ System 1

    ระบบ Slow : Pilot หรือ System 2

    Autopilot หรือ System 1 คล้ายระบบที่เครื่องบินขับเองได้แบบอัตโนมัติ คือ ระบบนี้สมองจะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ไม่คิดเยอะ (อาจผิดพลาดได้) และเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    ระบบนี้จำเป็นต้องผ่านประสบการณ์มามากพอ (Need Time to Develop) เหมือนที่นักธุรกิจมืออาชีพมี Gut Feeling ในการตัดสินใจ

    Pilot หรือ System 2 คล้ายระบบที่กัปตันต้องควบคุมเครื่องบินเองในช่วงที่สภาพอากาศไม่ดีนัก

    ระบบนี้สมองจะค่อยๆ คิดไตร่ตรอง ทำให้คนมีตรรกะดีขึ้นมาก ควบคุมได้ แต่ระบบนี้สมองต้องใช้พลังงานเยอะมากๆ

    เมื่อเทียบระบบทั้งสอง จะพบว่า System 2 รับข้อมูลได้น้อยกว่า System 1 คือ เปรียบเสมือนหนวดปลาหมึก 4-5 หนวดเท่านั้น

    หากต้องจำเบอร์โทรศัพท์ที่ซื้อมาใหม่ แนะนำให้ทำ “Chunking” ดังนี้

    0991110000 => 099-111-0000

    เห็นมั้ยว่า วิธีการนำเสนอที่ดี จะช่วยให้เราจำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น 🙂

    It’s not just what, but how you present it. Become a choice architect.

    System 2 ยัง Burn Energy เยอะมาก ดังนั้นหากเราพูดไม่รู้เรื่อง สมองของคนรับสารจะ Shut down เลือกจะไม่ฟัง เพื่อให้ไม่ Burn Energy เยอะไปกว่านี้

    ผู้ทดลองใช้ครีม (System 1 & 2 ทำงานร่วมกัน)
    ผู้ทดลองใช้ครีม (System 1 & 2 ทำงานร่วมกัน)

    ในเชิงการตลาด หากเราให้ผู้คนทดลองใช้ครีมตัวเดียวกัน แต่เปลี่ยนภาชนะบรรจุ พบว่า อาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างจากเดิม เนื่องจากสมองทั้งสองระบบทำงานร่วมกันตลอดเวลา

    เมื่อผู้ทดลองบอกว่าเนื้อครีมเป็นอย่างไร (ตอบด้วย System 2) ขณะเดียวกันนี้ System 1 (Subconscious) ก็จะดูที่ภาชนะบรรจุ ชื่อแบรนด์ ด้วยว่าเป็นอย่างไร

    ดังนั้น การเปลี่ยนกระปุกครีมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ!

    เมื่อเจอเหตุการณ์เดิมซ้ำๆ สมองจะเกิดการเชื่อมโยง concept เข้าไปที่สินค้าหรือสิ่งๆ นั้นเรียกกระบวนการนี้ว่า “Associative Learning” เช่น

    กาแฟ ⇒ Productivity

    อาหารที่อร่อย ⇒ ไม่ดีต่อสุขภาพ

    เวลาหิว ⇒ กินกล้วย

    “Familiarity Breeds Affinity”

    ความคุ้นเคย…จะทำให้ชอบสิ่งนั้นขึ้นเรื่อยๆ ในทางการตลาดได้นำมาใช้ เช่น น้ำอัดลมที่เป็นแบรนด์เบอร์ 1 ในใจของคนไทย (Top of Mind) ก็มักจะนึกถึง Coke

    แบรนด์ที่เป็น Top of Mind นี้จะ Strong มาก สมองที่เป็น System 1 จะคิดว่าเป็นสินค้าที่ดี เลือกซื้อแบรนด์นั้นได้ง่าย ไม่คิดเยอะ

    กลับกัน ถ้าเป็นแบรนด์ที่ไม่รู้จัก System 2 จะเริ่มทำงาน และ…คิดเยอะมาก!

    นี่จึงเป็นข้อได้เปรียบของ Strong Brand

    หรือการที่เรากด Like กด Share น้องหมูเด้งใน Facebook ก็เพราะเราเห็นคนอื่นทำกัน (มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ชอบทำตามๆ กัน) นี่คือ “Social Proof”

    ทั้งที่จริงตัวเราอาจมองเป็นแค่ฮิปโปตัวนึง ไม่ได้ชอบน้องมากขนาดนั้น!

    ดังนั้น หากเราหยุดคิดสักนิด ใช้เวลาไตร่ตรองมากขึ้น ไม่ปล่อยให้สมอง System 1 นำความคิด จะทำให้ตัวเราตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้น 🙂

    การเปลี่ยน packaging ใหม่ แล้วลูกค้าจำไม่ได้ ทำให้ยอดขายสินค้าตก!
    การเปลี่ยน packaging ใหม่ แล้วลูกค้าจำไม่ได้ ทำให้ยอดขายสินค้าตก!

    “Our eyes are Not the Camera”

    ตาเราไม่ใช่กล้องถ่ายรูป จึงเห็นชัดแค่จุดที่มอง (แค่เม็ดถั่วเท่านั้น) ดังนั้นการทำ Branding แม้ภาพจะไม่ชัด แต่คนยังต้องจำแบรนด์เราได้ เพื่อให้ไม่เสียโอกาสการขาย

    เช่น น้ำผลไม้ยี่ห้อ Tropicana

    เปลี่ยน packaging ใหม่ ⇒ ไม่เห็น Tropicana วางบนชั้น ⇒ ยอดขายตก!

    นักการตลาดมักเชื่อว่า “Attitude” drive “Behavior” คือ ต้องชอบก่อน ลูกค้าจึงจะซื้อสินค้า แต่มันเกิดตรงข้ามกันได้ คือ “Behavior” drive “Attitude”

    “ยิ่งเราทำสิ่งใดเยอะ…เราจะยิ่งชอบสิ่งนั้น”

    เช่น ทัศนคติในการอ่านหนังสือ “Read what you love, until you love to read” ช่วงแรกอาจจะยังไม่รักการอ่าน แต่เมื่อเริ่มอ่านสิ่งที่ชอบ วันนึงก็จะรักการอ่านได้

    “Reward – Pain Greater Than Zero”

    นี่คือ สมการในการตัดสินใจของมนุษย์

    ถ้าสมองประเมินแล้วว่า กิจกรรมนั้นน่าทำ แสดงว่า Reward เยอะกว่า Pain

    กลับกัน ถ้า Pain เยอะกว่า Reward สิ่งนั้นจะไม่น่าทำเลย…ขาดทุน!

    กาแฟซิกเนเจอร์…พร้อมประสบการณ์ระดับโลก
    กาแฟซิกเนเจอร์…พร้อมประสบการณ์ระดับโลก

    ใน TEDx Talks “พลิกมุมคิด…ชีวิต Take Off” ของอาจารย์เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งไปทานกาแฟที่โรงแรมโอเรียลเต็ล

    กาแฟซิกเนเจอร์ 390 บาทต่อแก้ว

    พอเห็นราคา ตัวอาจารย์รู้สึกตกใจ (แพงมากกก!) แต่เมื่อน้องพนักงานให้ข้อมูลเพิ่มเติม

    • เป็นกาแฟอิตาลี หาทานยาก เหลือแก้วสุดท้าย!
    • โต๊ะที่นั่งอยู่คือโต๊ะเดียวกับที่ ไมเคิล แจ๊คสัน เคยนั่ง
    • ระเบียงของโรงแรมนี้เป็นที่รักของพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 แห่งรัสเซีย
    • วิวตึกคู่แม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นชื่อว่าเป็นวิวสวยที่สุดในโลก!

    สิ่งที่โรงแรมมอบให้จึงเป็นประสบการณ์ระดับโลก…ราคา 390 บาท ถูกไปเลย!

    ช่วงแรก ก่อนที่น้องพนักงานจะให้ข้อมูล กาแฟ 390 บาทแพงมาก (Pain เยอะมากๆ) แต่เมื่อทราบประสบการณ์ที่จะได้รับ Reward จึงสูงกว่า Pain ราคานี้จึงไม่แพงเลย

    ถ้าเราอยากเปลี่ยนพฤติกรรมของคนใดคนหนึ่ง ให้เรามั่นใจว่า สิ่งที่เขาจะได้รับต้องมากกว่าสิ่งที่ต้องเสียไป คือ Maximize Reward, Minimize Pain

    Steve Jobs เปิดตัว iPad ด้วยหลัก “Price Anchoring”
    Steve Jobs เปิดตัว iPad ด้วยหลัก “Price Anchoring”

    ตอนที่ Steve Jobs เปิดตัว iPad รุ่นแรก เขาบอกว่า จะเปิดตัวที่ราคาต่ำกว่า $1000 ทุกคนต่างก็เดากัน $999 $899 หรือ $799 จนในที่สุดก็เปิดตัวที่ราคา $499

    นี่คือ “Price Anchoring” คล้ายราคาสมอที่ปักในใจลูกค้า ลูกค้าจะเอาราคาที่เดาไว้ตอนแรก ($999/$899/$799) มาเทียบกับ $499 จึงรู้สึกว่า ราคานี้ถูกกว่าที่คิดไว้

    แต่หากใช้ System 2 คิดแบบมีเหตุผล ราคา $499 นี้สามารถซื้อสินค้าอื่นแทนได้ เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ทั้งยังได้กระเป๋า เม้าส์ และอื่นๆ เสริมให้ทำงานสะดวกขึ้นด้วย

    การออกกำลังกาย : Pain เกิดทันที แต่ Reward ต้องรอหลายเดือน
    การออกกำลังกาย : Pain เกิดทันที แต่ Reward ต้องรอหลายเดือน

    ทำไมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีมักไม่ค่อยไม่ได้ผล?

    หากวันนี้เราออกกำลังกาย Pain จะเกิดขึ้นวันนี้เลย (ปวดแขน ปวดขา อดกินของทอดๆอร่อยๆ) แต่ถ้ามีวินัยทำต่อไปเรื่อย 3-4 เดือนข้างหน้า จึงจะเริ่มเห็น Reward

    การเข้าเว็บไซต์เพื่อสั่งซื้อของ แล้วเจอปุ่ม Buy Now ก็คือ การลดต้นทุนพฤติกรรม พอกดสั่งซื้อได้ง่ายในไม่กี่คลิก Pain ในการซื้อสินค้าลดลง เราจึงเสียเงินซื้อของได้ง่ายขึ้น

    หนึ่งในเทคนิคการปิดการขาย คือ การทำให้ลูกค้าตอบ “Yes” อย่างน้อย 3 ครั้ง

    เพราะการตอบ “Yes” แต่ละครั้ง คือ การลด Pain ลงมาเรื่อยๆ จนในที่สุด ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าที่เรานำเสนอ

    ตัวอย่างคำถาม เช่น

    [1] ได้จินตนาการเห็นตัวเองใช้สินค้าชนิดนี้หรือไม่

    [2] เมื่อใช้สินค้านี้แล้ว ปัญหาถูกแก้จริงหรือไม่

    [3] มีงบในการซื้อสินค้านี้หรือไม่

    เป็นอย่างไรบ้างคะทุกท่าน สุดท้ายแล้ว สมการเดียวที่มนุษย์เราใช้ตัดสินใจที่จะทำสิ่งต่างๆ หรือไม่ คือ “Reward – Pain Greater Than Zero”

    เราอยากจะ Maximize Reward, Minimize Pain

    วันนี้ Cindy 🐰 ขอลาไปก่อน และ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะได้ความรู้จากบทความนี้ไม่มากก็น้อยค่ะ 😇