- เกริ่นนำ
- โลกในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
- ต้องเรียนอะไร? เตรียมตัวอย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอน
- แนวทางการเลี้ยงลูกในยุค AI
- ถ้าตามเทคโนโลยีไม่ทันจะทำอย่างไร?
- Universal Basic Income (UBI)
- สรุปส่งท้าย
สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy สรุปประเด็นสำคัญจาก Live ของกลุ่ม AI เพื่อธุรกิจและสังคม ในหัวข้อ AI & Human Readiness – อนาคตกับ AI ต้องพร้อมแค่ไหนถึงจะพอ มาฝากนะคะ 🥰
พร้อมแล้ว ลุยค่ะ!!!

วิทยากรที่จะพาเราไปหาคำตอบว่า เราจะอยู่รอดและเติบโตในโลกยุคใหม่อย่างไร ได้แก่ คุณสันติธาร เสถียรไทย (คุณต้นสน), คุณกษิดิศ สตางค์มงคล (คุณทอย) และ นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ (อ.อ๋า) ค่ะ 🙂
เกริ่นนำ
อ.อ๋า – Sam Altman CEO ของ OpenAI ถึงกับกล่าวว่า “ลูกผมจะไม่มีวันโตมาแล้วฉลาดกว่า AI เลย”
ความฉลาดของ AI ส่วนนึงมาจากการถูกเทรนด์ด้วยโจทย์ซ้ำๆ จนมันรู้ pattern แล้วต่อยอดเองได้
คุณทอย – Ex-OpenAI Scientist WARNS: “You Have No Idea What’s Coming”
มองว่าข้อดีของ AI คือ ช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย
แต่ในด้านความเสี่ยง แบ่งได้ 2 ระดับ คือ
- ระดับ 1: เกิด The “Dead Internet Theory” เนื้อหาบน Internet ส่วนใหญ่สร้างจาก AI มากกว่ามนุษย์ และนำมาสู่ปัญหา Fake News
- ระดับ 2: อนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าที่ AI อาจกลายเป็น Artificial General Intelligence (AGI) ซึ่งจะเก่งเทียบเท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์
คุณทอยมองการ Reskill เป็น Short term solution ที่ช่วยได้ค่ะ 🤓

คุณต้นสน – แบ่งคนทำงานยุค AI เป็น 4 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1: AI Landlord
เป็นเจ้าของ AI เปรียบเสมือนนายทุนยุคใหม่ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
กลุ่มที่ 2: The Cyborgs
กลุ่มคนที่นำ AI มายกระดับความสามารถตัวเองให้เก่งขึ้น ประหยัดเวลาทำงานมากขึ้น…Level Up!
กลุ่มที่ 3: Service Professionals
กลุ่มอาชีพที่ยังต้องใช้ Human Touch เยอะๆ AI ยังทำแทนไม่ได้ แต่อาจถูกลดความสำคัญ (nerf) ลงได้ในอนาคต
กลุ่มที่ 4: The Displaced
กลุ่มที่ถูกเทคโนโลยี AI แทนที่จนหลุดจากระบบ ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ
ในยุค AI นี้จะมีการจัดระเบียบสังคมและโลกใหม่ทั้งหมด มีทั้งประเทศ/กลุ่มคนที่ Win (เศรษฐีหน้าใหม่) และ Lose (ถูก nerf)
🤔 คำถามสำคัญ คือ เราจะวางตัวเองอยู่กลุ่มไหน? ในวันที่โลกและสังคมถูกจัดระเบียบใหม่อีกครั้งค่ะ! 🤔
🌼ใครอยากอ่านบทความเต็มๆ เชิญที่ Link นี้ได้เลยค่ะ🌼
อ.อ๋า : ลูกผมจะไม่มีวันโตขึ้นมาแล้วฉลาดกว่า AI เลย
คุณทอย: Ex-OpenAI Scientist WARNS: “You Have No Idea What’s Coming”
คุณต้นสน: ChatGPT ใหม่มาแล้ว…แล้วเราจะอยู่ในกลุ่มผู้เล่นไหนในโลกยุค AI
โลกในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

คุณทอย – 5 ปีข้างหน้า บริษัทก็ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะใช้คนต่อหรือเปลี่ยนไปใช้ AI ทางรอดสำหรับเขาคือการผันตัวเองไปเป็นเจ้าของธุรกิจ
หาลูกค้า 1,000 คนจาก 8,000 ล้านคนทั่วโลกที่เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ ก็เพียงพอที่สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนได้แล้ว
อ.อ๋า – มองว่า 3-5 ปีไกลเกินไป เพราะเทคโนโลยี AI ออกใหม่แทบทุกสัปดาห์! และโมเดลที่ใช้งานกันอยู่ก็ยังไม่ใช่ version ที่เก่งที่สุด
ข้อจำกัดของ AGI ขณะนี้คือ Energy ไม่พอและ AI บางครั้งใช้เวลาประมวลผลนานมาก (เป็นชั่วโมงเลย! 😱)
3-5 ปีข้างหน้ายังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็น Humanoid Robot 🤖 จากจีนเข้ามากระทบตลาดแรงงาน
คุณต้นสน – ในโลกที่เปลี่ยนเร็วเช่นนี้ มองว่ารูปแบบการทำงานในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นแบบ Portfolio (คล้ายการจัดพอร์ตลงทุน)
[จะไม่เหมือนงานในอดีตที่พอทำงานไปก็จะมีเลื่อนขั้นขึ้นไปเรื่อยๆ]
คือ ถ้าไม่เป็นผู้ประกอบการ (แบบที่คุณทอยเล่า) ก็จะเป็นแบบที่พนักงาน 1 คนทำงานหลายอย่างพร้อมกัน เช่น เป็นทั้งนักเขียน ที่ปรึกษาบริษัท และนักลงทุนอิสระ
สิ่งนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างอำนาจต่อรองจากทักษะที่หลากหลายได้ 😀
ถ้าเด็กจบใหม่อยากทำงานแบบ Portfolio บ้างอาจเริ่มจากทำงานประจำให้มีรายได้ก่อน พอพัฒนาตัวเองจน Level Up ถึงค่อย Take a risk ทำธุรกิจแบบคุณทอยได้เช่นกัน
หรือถ้าไม่อยากเป็นผู้ประกอบการก็ใช้ทักษะจากงานประจำไปทำงานหลายๆ ที่ได้เช่นกัน
…สุดท้ายคือต้องมี Strategic Thinking ในชีวิตมากขึ้น…
ต้องเรียนอะไร? เตรียมตัวอย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอน

คุณทอย – เมื่ออนาคตคาดเดายาก สิ่งสำคัญที่ต้องมี คือ “ทักษะการเรียนรู้” หรือ Learning How to Learn นั่นเอง
คุณต้นสน – ให้ Framework ที่น่าสนใจโดยแบ่งความรู้เป็น 3 ระดับ คือ
“นม – วิสกี้ – น้ำเปล่า”
“นม” เป็นความรู้เชิงเทคนิค มีประโยชน์ แต่หมดอายุเร็วมาก! เช่น ศาสตร์ความรู้ต่างๆ
“วิสกี้” เป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะ ต้องฝึกใช้จริง ได้มายากแต่จะติดตัวไปตลอด เช่น Communication, Critical thinking, Creativity, Leadership
“น้ำเปล่า” เป็นการรู้จักและเข้าใจตนเอง (Self-awareness) และเป้าหมายชีวิต (Life purpose) เพื่อให้รู้ว่าความสุขของเราคืออะไรและจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
อ.อ๋า – สำหรับคนทั่วไป AI จะช่วยทลายกำแพงความรู้ทางเทคนิคลงอย่างมาก เช่น คนทั่วไปก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ในไม่กี่วินาที 😲
แนวทางการเลี้ยงลูกในยุค AI

สำหรับผู้ปกครอง การเตรียมความพร้อมให้ลูกคือโจทย์ท้าทายที่สุด
คุณต้นสน – แนะนำให้เน้นลงทุนกับ “วิสกี้” และ “น้ำเปล่า”
“วิสกี้”
เช่น เวลาลูกถามก็จะไม่ให้คำตอบทันที แต่จะถามกลับเพื่อให้เขาฝึกคิด
สุดท้าย เด็กจะเกิด Analytical Thinking, Research Skill, Learning Skill และได้ฝึกความอดทนไปด้วย 🙂
คุณต้นสนมองว่า จะเรียนวิชาอะไรก็ได้ ให้ดูแก่นของวิชาว่าเรียนแล้วได้ Skill อะไรติดตัวมา (ทุกวิชามันมีนมกับวิสกี้ผสมกันอยู่!)
“น้ำเปล่า”
เป็นหลักชีวิต เนื่องจากคาดเดาอนาคตได้ยาก คุณต้นสนจะให้ 3 หลัก คือ
“Strong – Kind – Happy”
- “Strong” ความยืดหยุ่น-ปรับตัว (Resilience) ล้มแล้วลุกได้ ไม่ยอมแพ้
- “Kind” มี Empathy เดินในรองเท้าคนอื่น มีเมตตา
- “Happy” รู้จักตัวเอง รู้ว่าอะไรทำให้เราสุข/ทุกข์
คุณทอย – “วิธีคิด” สำคัญที่สุดโดยยกตัวอย่าง Jeff Bezos (CEO ของ Amazon) ที่มักจะโฟกัสใน “สิ่งที่จะไม่เปลี่ยน” มากกว่าสิ่งที่เปลี่ยน
2 เรื่องที่เขาจะสอนลูก คือ “ชีวิตเป็นของเรา” และ “ทุกที่คือโรงเรียน”
AI เป็นแค่ “เครื่องมือ” ขึ้นกับว่าจะใช้พัฒนาตนเองหรือทำให้เราแย่ลง
อ.อ๋า – อยากให้เด็กจบใหม่เน้น Management Skill ทักษะการวางแผนภาพรวมด้วย
ถ้าตามเทคโนโลยีไม่ทันจะทำอย่างไร?

อ.อ๋า – ความยากในการใช้ Computer มีอยู่จริง! โดยเฉพาะคนยุคก่อนที่ถนัด Physical มากกว่า แต่ในอนาคต AI จะเข้ามาแก้ปัญหาจุดนี้ได้ 😃
คุณต้นสน – เสนอมี 2 กลุ่ม
กลุ่มที่เข้าไม่ถึง Device หรือไม่มี Internet: ภาครัฐต้องเข้ามาดูแล
อีกกลุ่มนึง (เหมือน อ.อ๋าบอก) คือขาด Digital Skills ไม่ได้เกิดมายุคนี้ ใช้ไม่เป็น: อยากให้เปิดใจยอมรับเพราะเดี๋ยวนี้ barrier ลดลง ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ
คุณทอย – ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลประชากรกลุ่มใหญ่นี้ ตอนนี้เงินมันไหลไปผิดที่ งบการตลาดไปอยู่ที่ Influencer เยอะมาก! (สังคมให้ค่าสิ่งนี้ Market value เลยสูง)
Universal Basic Income (UBI)

คุณทอย – UBI เป็นเงินเดือนขั้นต่ำที่รัฐให้กับประชาชนทุกคนใช้ดำเนินชีวิต อาจจะเหมาะกับยุคต่อไป
อ.อ๋า – มองว่า UBI ต้องใช้เงินสูงมากๆ
คุณต้นสน – เสนอแนวทาง 3 ระดับ สำหรับประเทศไทย คือ
“ตาข่าย – สปริง – จรวด”
“ตาข่าย”
คือ Social Safety Net (SSN) ระบบเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะการปฏิวัติรอบนี้จะมีคนถูก nerf ไปกลุ่ม The Displaced จำนวนมาก
แต่ถ้าเป็น UBI ทุกคนในสังคมได้รับเงินช่วยเหลือทั้งหมด ซึ่ง UBI แพงมากๆ
“สปริง”
คือ Reskill/Upskill ระบบที่ช่วยให้คนสามารถยกระดับทักษะและช่วยดีดคนกลุ่มล่างให้ไปอยู่ชั้นบนได้ (เช่น จาก Service Professionals เป็น The Cyborgs)
“จรวด”
คือ AI Landlord การสนับสนุนให้คนไทยได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี AI บ้าง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้งานอย่างเดียว
สรุปส่งท้าย

อ.อ๋า – ทุกชนชั้นได้รับผลกระทบจาก AI หมด ถ้าอยากอยู่รอดต้องพยายามปรับตัว เพื่อให้ไม่เป็นลูกน้องหุ่นยนต์ในอนาคต
คุณทอย – อยากให้ประเทศไทยช่วยเหลือกันเอง พึ่งต่างชาติให้น้อยลง อยู่รอดด้วยตัวเอง
คุณต้นสน – AI ไม่ใช่วิกฤติ แต่เป็น “ทางรอด” เสมือนการมี “เซิร์ฟบอร์ด” ที่ช่วยให้ไทยเราสามารถโต้คลื่นการเปลี่ยนแปลงลูกใหม่นี้ให้แซงหน้าชาติอื่นได้ เพราะคลื่นลูกใหม่มักแรงกว่าคลื่นลูกเก่าเสมอ
โอกาสมาถึงแล้ว…อย่าไปกลัวมัน!

Leave a comment