3 โมเดลธุรกิจในโลกยุคปัจจุบัน

3 โมเดลธุรกิจในโลกยุคปัจจุบัน
  1. 5 ทักษะสร้างรายได้และธุรกิจของตนเอง
  2. Million Dollar Weekend
  3. Small Business Flight Plan
  4. The Brain Audit

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 นำบทความพื้นฐานความรู้ทางธุรกิจจากคอร์ส Mini Bootcamp 2025 เพจ DataRockie มาฝากค่ะ

3 Model ธุรกิจในบทความนี้ ได้แก่

Million Dollar Weekend (ช่วยสร้างธุรกิจ)

Small Business Flight Plan (ช่วยบริหารธุรกิจ)

และ The Brain Audit (ช่วยขายสินค้าได้มากขึ้น)

แต่ๆๆๆ . . . ก่อนอื่นขอแนะนำทักษะที่จำเป็นก่อนค่ะ 😃

5 ทักษะสร้างรายได้และธุรกิจของตนเอง

  1. การรู้ขั้นต่ำ (Minimum Viable Skills) เพื่อให้เริ่มต้นทำงานได้
Minimum Viable Skill
Minimum Viable Skill

จากรูป แกน X คือ เวลาที่ใช้เรียนรู้ทักษะนั้นๆ แกน Y คือ ระดับของทักษะ

เช่น ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ก็จะมีคำศัพท์ที่นิยมใช้ 1,000 คำ เป็นขั้นต่ำให้สามารถอยู่รอดในต่างประเทศได้

2. ไม่หยุดเรียนรู้จนกว่าจะพัฒนาทักษะนั้นๆ ได้ระดับ 80% (Don’t Stop Until You’re Competent)

Don't Stop Until You're Competent
Don’t Stop Until You’re Competent

อย่างไรก็ตามการรู้ขั้นต่ำเป็นเพียงแค่ “เอาตัวรอด” หากต้องการใช้ภาษาได้ดีขึ้น ทำงานได้มากขึ้น ก็จำเป็นต้องอัพสกิลขึ้นไปถึง Competency Level (80%) ค่ะ

3. ระวังกฎผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Beware of Diminishing Return)

กฎเศรษฐศาสตร์บอกว่า หาก Skill Level ถึงระดับ 80% จะเกิด The Law of Diminishing Return

คือ เวลาหลังจากนี้ที่ลงทุนกับ Skill นั้นๆ จะเริ่มได้ผลตอบแทนลดลงๆ ไม่คุ้มกับการลงทุน จึงแนะนำให้พัฒนา Skill อื่นๆ แทนเพราะคุ้มค่ามากกว่า

4. รู้หลายๆ ทักษะแล้วเอามารวมพลังกัน (Skill Stacking)

หนังสือ How to be better at (almost) everything โดย Pat Flynn ก็พูดถึงสิ่งนี้เช่นกัน

“Skills in combination are more powerful than individual skills”

5. เป็นผู้เชี่ยวชาญเพียงเรื่องเดียวคือการเรียนรู้ และ เป็นผู้รู้กว้างในทักษะต่างๆ (Expert in Learning, Generalist in Skill)

เมื่อรวมพลังทักษะแล้ว แม้ไม่ได้เก่งสุดด้านใดด้านหนึ่ง แต่สุดท้ายจะสามารถสร้างธุรกิจได้

โลกนี้ไม่มี Business Skill แต่มันเกิดจาก Skill in Combination โดยเฉพาะการสร้างธุรกิจด้วยตัวคนเดียว หรือ One Person Business ค่ะ

ได้เวลามาแชร์ 3 โมเดลธุรกิจแล้วค่ะ. . . ลุยเล้ยย!

Million Dollar Weekend

Million Dollar Weekend เป็นหนังสือที่เขียนโดย Noah Kagan นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและผู้สร้าง AppSumo โดยหนังสือบอก 3 Step ที่ใช้สร้างธุรกิจ คือ

  1. Find a problem

“Problems are everywhere.”

ปัญหามีอยู่ทุกที่ ดังนั้นหาปัญหา(ที่อยากแก้) ให้เจอ แม้จะยังไม่มี Skill แก้ปัญหานั้น แต่ศึกษาเพิ่มทีหลังได้ค่ะ

สิ่งที่เป็น “Problem” ต้องใหญ่มากพอที่จะหล่อเลี้ยงธุรกิจให้อยู่รอดได้

2. Create a solution

คือ นำเสนอ Solution ให้กับปัญหานั้นๆ

What you create VS What Customer Want
What you create VS What Customer Want

จากรูปจะเห็นว่า Problem Solution ที่เราสร้างขึ้นมากับสิ่งที่ลูกค้าต้องการมีส่วนที่ Overlap กันเยอะ ยิ่งมีพื้นที่ทับซ้อนมากเท่าไหร่ ธุรกิจก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้

3. Spend $0 validate your ideas

ไม่ใช้เงินทดสอบ Ideas คือ การขายคอนเซ็ปต์ให้ลูกค้าสั่งของและจ่ายเงินก่อนเริ่มผลิตสินค้าจริง (Pre-Sale) นั่นเอง

สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ขายประมาณการขายได้ถูกต้อง เป็นการลดความเสี่ยงและการเสียโอกาสจากของขาดไม่พอขายหรือของเหลือเพราะลูกค้าไม่ต้องการ

ถ้ายอดขาย Pre-Sale สูง แปลว่า ช่วงที่ขายจริงมีโอกาสที่สินค้าจะขายได้มาก

กลับกัน ถ้ายอดขาย Pre-Sale ต่ำ แปลว่า ผู้ผลิตไม่ควรทำสินค้านั้นออกมาขาย

Marketing Funnel
Marketing Funnel

สำหรับการ Capture Attention ให้ลูกค้าสนใจแบรนด์ ให้นึกถึง Marketing Funnel ค่ะ โดยมันจะไหลจากด้านบนลงล่างผ่าน Content ของแบรนด์

การสร้างการรับรู้ (Awareness) เช่น การสร้าง Content ดึงดูดคนให้เห็นแบรนด์เรา

การเลือกซื้อ (Consideration) เช่น การ Live สดผ่าน Social Media แล้วมีคนกดเข้ามาฟัง

การตัดสินใจซื้อ (Conversion) เช่น การทำ Pre-Sale ขายคอนเซ็ปต์สินค้าใน Live แล้วมีลูกค้าสนใจและโอนเงินมาให้แบรนด์

Marketing Funnel with Conversion Rate
Marketing Funnel with Conversion Rate

จากรูป

Awareness (100 คน) คือ มีลูกค้าเห็น Content ของแบรนด์ 100 คน

Consideration (40 คน) คือ ใน 100 คนที่เห็น Content มี 40 คน เริ่มสนใจ (เข้ามาร่วมฟัง Live)

Conversion (5 คน) คือ ในจำนวน 40 คนที่เข้าฟัง Live พบว่ามี 5 คนที่โอนเงินมาให้แบรนด์

ดังนั้น Conversion rate = 5/100 = 5% คือ ลูกค้า 100 คนที่เห็น Content มีผู้สนใจโอนเงินมาให้ 5 คนค่ะ

คำถาม เราสามารถปรับส่วนไหนของ Funnel ได้บ้าง???

ถ้าอยากขายสินค้าได้มากขึ้นก็สามารถปรับได้ทั้ง 3 ส่วน คือ Awareness Consideration หรือ Conversion

เช่น การเพิ่ม Awareness ด้วยการทำ Content ให้ดีขึ้น ก็จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาใน Funnel นี้ได้มากขึ้น

จะเห็นได้ว่า “Content” และ “Communication” เป็นสิ่งสำคัญและเป็นพื้นฐานที่ใช้สร้างธุรกิจค่ะ

สรุปภาพรวมค่ะ

หา Problem → สร้าง Solution → ทำ Pre-Sale → Capture Attention → Sales 😃

Small Business Flight Plan

Small Business Flight Plan โดย Donald Miller ซึ่งจะมองว่าธุรกิจทำงานเหมือนเครื่องบินค่ะ

เป้าหมายที่สำคัญของเครื่องบิน คือ เครื่องบินต้องไม่ตกก่อนจะถึงจุดหมายปลายทาง เช่นเดียวกับการทำธุรกิจที่ก็คาดหวังว่าธุรกิจจะไม่เจ้งไปเสียก่อนนั่นเอง

Small Business Flight Plan
Small Business Flight Plan

6 ส่วนประกอบของเครื่องบิน มีดังนี้

  1. Captain คนขับเครื่องบิน เป็น Leadership คอยกำหนดทิศทางของธุรกิจ
  2. Body ลำตัวเครื่องบิน คือ Overhead cost ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องจ่ายเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้
    เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ
  3. Wings ปีก 2 ข้าง หรือ Product/Service คือ สินค้าหรือบริการของบริษัทฯ
  4. Left Engine เครื่องยนต์ข้างซ้าย หรือ Marketing
  5. Right Engine เครื่องยนต์ข้างขวา หรือ Sales

โดย Marketing กับ Sales ทำให้เครื่องบินบินไปข้างหน้าได้เร็วและแรงขึ้น ขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง 😃

6. Fuel น้ำมัน ก็คือ Cash Flow เงินสดที่ไหลเวียนในธุรกิจ

ในช่วงที่สภาพอากาศไม่ดี ทำให้เครื่องบินต้องบินวนอยู่กลางอากาศ ดังนั้น “Cash Flow” เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้

Donald Miller กล่าวว่า หน้าที่ของเจ้าของธุรกิจ คือ ทำให้เครื่องบินบินไปถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัย, บินอยู่บนฟ้าได้นานในช่วงวิกฤติ (Cash Flow ยังเหลือ)

และเพื่อให้สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้เร็ว ธุรกิจจึงอยากจะทำให้ Body มีความ Lean มากขึ้น ปีกใหญ่ขึ้น เครื่องยนต์แรงขึ้น และลด Overhead cost ให้ได้เยอะๆ

The Brain Audit

The Brain Audit
The Brain Audit

The Brain Audit หนังสือของ Sean D’Souza พูดถึง กระเป๋า 7 ใบ (Seven Bags) ที่ช่วยให้ปิดการขายได้มากขึ้น

  1. Problem คือ การเริ่มต้นด้วยปัญหาของลูกค้า
  2. Solution คือ นำเสนอวิธีแก้ปัญหาสิ่งนั้น
  3. Target Profile คือ มองไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่า Problem กับ Solution ที่แบรนด์นำเสนอเหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้หรือไม่
  4. Objections คือ ข้อโต้แย้งของผลิตภัณฑ์ซึ่งทางแบรนด์ต้องตอบข้อโต้แย้งให้ครบหรืออาจให้ลูกค้าที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยรีวิวเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้น
  5. Testimonials เป็นผลลัพธ์ของการใช้สินค้าจริง
  6. Risk Reversal จะเกี่ยวข้องกับ Prospect Theory
    เนื่องจากมนุษย์ไม่ชอบความเสี่ยงหรือสถานการณ์ไม่แน่นอน ดังนั้นสิ่งที่แบรนด์สามารถทำได้ คือ Guarantee ประกันความเสี่ยงให้ลูกค้า
    เช่น มี Free Trial ทดลองใช้ฟรี 14 วัน ถ้าชอบจึงกดสมัครสมาชิกหรืออาจทำคอร์สเรียนระยะสั้นให้นักเรียนใหม่ได้ทดลองเรียนก่อนเริ่มสมัครเรียนแบบจริงจัง
  7. Uniqueness คือ ความต่างซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเราต้องสร้างขึ้นมาเอง

Comments

Leave a comment