สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 นำบทความ Economic Thinking จากคอร์ส Mini Bootcamp 2025 ของเพจ DataRockie มาฝากค่ะ
บทความนี้จะนำเสนอเศรษฐศาสตร์ในมุมของโมเดลความคิด (Mental Model) คือ
การทำความเข้าใจการตัดสินใจของมนุษย์ภายใต้ข้อจำกัดหนึ่งๆ
มารู้จักกับ 14 Mental Models กันค่ะ
- Scarcity
- Opportunity Cost
- Production Possibility Frontier
- Specialization
- Rationality
- Marginal Analysis
- Demand vs. Supply
- Elasticity & Total Revenue
- Short vs. Long Run Thinking
- No Free Lunch
- The Attention Economy
- Game Theory
- The GDP
- Purchasing Power Parity
Scarcity

เนื่องจากเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีไม่จำกัด
หลายครั้งสินค้าแบรนด์หรู (Luxury Brand) มักใช้คอนเซ็ปต์เรื่อง “Scarcity” ทำให้สินค้ามีจำกัด เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าได้
การโฆษณาสินค้าที่ต้องซื้อภายในวัน-เวลาที่กำหนดเท่านั้น (มี Sense of urgency อยู่ด้วย) ก็ใช้คอนเซ็ปต์นี้เช่นกัน
3 คอนเซ็ปต์ Scarcity (บางครั้งก็ Scarcity ปลอมๆ) ทางการตลาด คือ
Ending Soon
Limited Time/Offer
Sense of Urgency

สงสัยกันมั้ยคะว่า Need Want Demand 3 คำนี้ ต่างกันอย่างไร?
Need คือ ความจำเป็น เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องมีเหมือนๆ กันเพื่อความอยู่รอด เช่น ปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย
Want คือ ความอยาก เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่ละคนต้องการไม่เหมือนกัน (Subjective)
Demand คือ Want ที่ Back up ด้วย Money อยากได้ก็ต้องมีเงินพร้อมจ่ายด้วยนะ!
นักการตลาดสนใจที่ Want กับ Demand ค่ะ
Opportunity Cost

ถ้า Cindy 🐰 มี 3 ทางเลือก คือ
ทางเลือกที่ 1 จัด workshop สอนทำเค้กวันเกิดตามสั่ง ได้เงิน 1,000 บาท
ทางเลือกที่ 2 รับจ้างถ่ายรูปงานรับปริญญา ได้เงิน 2,000 บาท
ทางเลือกที่ 3 อ่านหนังสือเตรียมสอบรับราชการ (สอบ ก.พ.) สมมุติว่า ตีมูลค่าเป็นเงินได้ 3,000 บาท
Cindy 🐰 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ดังนี้ค่ะ
ถ้าเลือกระหว่างสอนทำเค้กหรือรับจ้างถ่ายรูป ดังนั้น Cindy 🐰 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส 3,000 บาท (จากการเลือกจะไม่อ่านหนังสือ)
กลับกัน ถ้าเลือกอ่านหนังสือ ดังนั้น Cindy 🐰 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส 2,000 บาท (จากการไม่เลือกรับจ้างถ่ายรูป)
จะเห็นได้ว่า ต้นทุนค่าเสียโอกาส เป็นมูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่เราไม่ได้ทำสิ่งนั้น
ต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ทำให้ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ไม่เท่ากับต้นทุนทางบัญชีค่ะ
(ทางบัญชีจะดูเฉพาะส่วนที่ลงบัญชีได้เท่านั้น)
Production Possibility Frontier
เส้นความเป็นไปได้ในการผลิต หรือ Production Possibility Frontier (PPF) บางครั้งเรียก Production Possibility Curves (PPC)
เป็นกราฟที่อธิบายการจัดสรรทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้า 2 ชนิดโดยมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัดค่ะ เช่น

จากกราฟ แกน X เป็นปริมาณแอปเปิล และแกน Y เป็นปริมาณกล้วย โดยทุกจุดบนเส้น PPF สามารถผลิตได้ทั้งหมด

Trade off คือ การต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
จากรูปนี้ จากจุด A ไปยังจุด B คือ เราสามารถผลิตแอปเปิลมากขึ้น 100 ผล แต่จะผลิตกล้วยลดลง 80 ผล
การผลิตกล้วยลดลง 80 ผล เป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย เพื่อให้ผลิตแอปเปิลได้มากขึ้นค่ะ

สำหรับจุด A B และ C คือ การใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่าเพราะสามารถผลิตกล้วยกับแอปเปิลได้มากกว่านี้
จุด D (เหนือเส้น PPF) ไม่สามารถผลิตได้ แต่ก็สามารถขยายให้เส้น PPF เลื่อนไปทางขวาเพื่อแตะจุด D ได้ ทำให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้น
สิ่งสำคัญคือต้องมีทุน (Capital) มากขึ้นเพื่อให้ประเทศเจริญขึ้นได้ เช่น
ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) : ที่ดิน น้ำ น้ำมัน ป่าไม้
ทุนทางกายภาพ (Physical Capital) : โครงสร้างพื้นฐาน เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ
ทุนมนุษย์ (Human Capital) : การศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่
ทุนหรือสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Capital) : เงินทุน
ทุนเทคโนโลยี (Technological Capital) : องค์ความรู้ (Know-How) ต่างๆ
Specialization
เนื่องจากแต่ละประเทศมีทรัพยากรและความถนัดในการผลิตสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกัน จึงทำให้มีสินค้าที่ตนทำได้ดีและมีต้นทุนการผลิตต่ำที่ต่างกัน
เมื่อนำสินค้าเหล่านั้นมาค้าขายกับประเทศอื่นๆ ก็จะเรียกสิ่งนี้ว่า ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage)
เมื่อแต่ละประเทศเลือกผลิตสินค้าที่ตัวเองมีจุดแข็ง มีความชำนาญ (Specialization) ก็จะเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพได้ในที่สุด
Rationality
มนุษย์เราเชื่อมาตลอดว่าตัวเองตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล
แต่เมื่อ Daniel Kahneman นำเสนอทฤษฎีความคาดหวัง (Prospect Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. 2002
ทำให้มนุษย์เริ่มรู้สึกว่า บางครั้งตัวเราก็ไม่ได้ใช้เหตุผลในการตัดสินค่ะ
Daniel Kahneman ค้นพบว่า
- มนุษย์ชอบความชัวร์
ถ้าให้เลือกระหว่าง “ได้เงิน 500 บาทชัวร์ๆ” กับ “เสี่ยงได้ 1,000 บาทหรือไม่ได้เงินเลย” คนส่วนมากมักเลือกแบบแรก - ถ้าต้องเสีย ขอเสี่ยงดูก่อน
ถ้าให้เลือกระหว่าง “เสียเงินชัวร์ๆ 500 บาท” กับ “เสี่ยงเสียเงิน 1,000 บาทหรือไม่เสียเงินเลย” คนส่วนมากมักเลือกแบบหลัง

จากทฤษฎีนี้ จะเห็นว่า
มนุษย์เราไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และความรู้สึกของมนุษย์เมื่อต้องสูญเสียจะรุนแรงกว่าความรู้สึกตอนได้รับ
“People are more sensitive to losses than to gains of the same magnitude.”
เมื่อถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เงิน 1,000,000 บาท แต่ทราบข่าวภายหลังว่า โจรขึ้นบ้านสูญเงินไป 1,000,000 บาทเช่นกัน
สถานการณ์นี้ เราจะรู้สึกเสียใจเยอะมาก ทั้งที่ถ้าคิดแบบมีเหตุมีผล เราควรจะรู้สึกเฉยๆ
เมื่อนักการตลาดเข้าใจมนุษย์ว่าไม่ชอบเรื่องการสูญเสีย ก็นำเอา Prospect Theory นี้มาประยุกต์ใช้ด้วย เช่น
มีไขมัน 10% (10% Fat) ❎ เลือกจะไม่พูดสิ่งนี้กับผู้บริโภค
ไร้ไขมัน 90% (90% Fat-Free) ✅✅✅ บอกสิ่งนี้กับผู้บริโภค
จะเห็นว่า 2 ข้อความมีความหมายเดียวกัน แต่ทางการตลาดจะบอกผู้บริโภคแบบหลังค่ะ
Marginal Analysis

เมื่อคุณผู้อ่านได้ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ในฤดูหนาว อุณหภูมิติดลบ แล้วต้องเลือกสั่งเครื่องดื่มสักแก้ว มีให้เลือก 2 เมนู คือ Hot Coffee หรือ Ice Cola
คนส่วนใหญ่เลือกจะดื่ม Hot Coffee มากกว่า เนื่องจากบริบทที่คนๆ นั้นเผชิญอยู่มีผลต่อการตัดสินใจด้วยค่ะ
กลับกัน ถ้าเป็นบริบทประเทศไทยในฤดูร้อน คนส่วนใหญ่จะเลือก Ice Cola มากกว่าค่ะ

การดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ สักแก้วในวันที่อากาศหนาวได้รับความพึงพอใจหรืออรรถประโยชน์ (Utility) มากกว่าการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ค่ะ (สมมุติว่าเครื่องดื่มราคาเท่ากัน)
Marginal Analysis เป็นคอนเซปต์พื้นฐานของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่สนใจเกี่ยวกับ Next unit สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำในช่วงเวลาถัดไป
คล้ายๆ กับการเล่นหมากรุก การเดินหมากครั้งถัดไปของเราก็จะต้องประเมินหมากบนกระดานเสียก่อน เพื่อหา the best option สำหรับเรา

หาก Utility ต่ำกว่า Cost หมายถึง ต้นทุนของเครื่องดื่มสูงกว่าอรรถประโยชน์ที่ได้กลับมา (เงินที่จ่ายไม่คุ้มกับความพึงพอใจ) ดังนั้น ทางเลือกถัดไปที่จะทำ อาจเป็น…
สั่งเครื่องดื่มเมนูอื่นๆ หรือ ตัดสินใจเดินออกจากร้าน
คุณผู้อ่านเคยสงสัยมั้ยว่า ทำไม “น้ำ” (จำเป็นต่อร่างกาย) ถึงราคาถูก และ “เพชร” (ใช้เป็นเครื่องประดับ) ถึงราคาแพง
เรียกปรากฎการณ์นี้ว่าเป็น Water-Diamond Paradox
ในมุมของ Marginal Analysis การตัดสินใจเลือกสิ่งใดขึ้นกับบริบทตอนนั้นๆ ด้วย
ถ้าผู้ตัดสินใจ (Decision maker) หลงในทะเลทราย อากาศร้อนๆ ก็จะเลือก “น้ำ” กลับกัน ถ้ากำลังจะขอแฟนสาวแต่งงานก็จะเลือก “เพชร” ค่ะ
Demand vs. Supply

Demand คือ ความต้องการซื้อ เกิดจากฝั่งลูกค้า (Slope เป็นลบสำหรับสินค้าทั่วไป)
Supply คือ ความต้องการขาย เกิดจากฝั่งผู้ผลิต (Slope เป็นบวกสำหรับสินค้าทั่วไป)
Equilibrium คือ จุดที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงราคากันได้

ถ้าราคาสินค้าอยู่สูงกว่าราคาตลาด จะเกิด Excess Supply คือ ผู้ผลิตอยากขายแต่ลูกค้าไม่อยากซื้อเพราะสินค้าราคาแพง สินค้าจึงเหลือค้างสต๊อก
วิธีแก้ปัญหานี้ คือ ลดราคาสินค้าให้ลูกค้าอยากซื้อมากขึ้น จนสุดท้ายกลไกตลาดจะปรับราคากับปริมาณซื้อให้กลับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (Equilibrium)
เรียกสิ่งนี้ว่า มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) จากหนังสือ The Wealth of Nation ของ Adam Smith บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ นั่นเอง

กลับกัน ถ้าราคาสินค้าอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด จะเกิด Excess Demand คือ ลูกค้าอยากซื้อสินค้าเพราะราคาถูก แต่ผู้ผลิตมีสินค้าจำนวนจำกัด
ดังนั้น ผู้ผลิตจึงตัดสินใจปรับราคาสินค้าขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะกลับเข้าสู่จุดดุลยภาพตามทฤษฎีมือที่มองไม่เห็นเช่นเดียวกันค่ะ
Elasticity & Total Revenue

Elasticity เป็นการวัดความยืดหยุ่นเพื่อดูว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าแล้วปริมาณการซื้อขายจะเปลี่ยนเท่าไหร่? โดยมีสมการ คือ
TR = P X Q
TR = Total Revenue
P = Price
Q = Quantity
จากรูปจะเห็นว่า ด้านบนของเส้น Demand จะมีความยืดหยุ่นสูง (Elastic) ในขณะที่ด้านล่างจะยืดหยุ่นต่ำ (Inelastic)
เมื่อ Demand ยืดหยุ่นสูง ให้ลดราคาสินค้า เพื่อจะได้ Revenue เพิ่มขึ้น
เมื่อ Demand ยืดหยุ่นต่ำ ให้ขึ้นราคาสินค้า เพื่อจะได้ Revenue เพิ่มขึ้น
Short vs. Long Run Thinking
สำหรับ 3 ค่ายมือถือในประเทศไทย คือ DTAC AIS TRUE เรียกว่าเป็น ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly Market)
การควบรวมกันของ TRUE กับ DTAC จนเหลือผู้เล่นเพียง 2 ราย ทำให้การแข่งขันลดลงและผู้เล่นที่เหลือสามารถกำหนดราคาได้มากขึ้น
หากค่ายมือถือบริษัทใดลดราคา จะทำให้เกิดผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว คือ
ระยะสั้น (Short Run) : เพิ่มยอดขายและกำไรมากขึ้น
ระยะยาว (Long Run) : สงครามราคา (Price War) และนำไปสู่กำไรที่ลดลงของทุกบริษัท สรุปคือทุกคนเจ็บหมด โอ้ย! แง 😣
ปกติแล้วตลาดลักษณะนี้มักจะไม่สู้กันด้วยราคาแต่จะแข่งกันเรื่องสิทธิพิเศษอื่นๆ ค่ะ 🙂

เมื่อเริ่มขายสินค้าใดแล้วมี “กำไร”
“กำไร” ก็จะดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น และเมื่อมีคนขายสินค้าชนิดเดียวกันมากขึ้น (More Supply) กำไรของแต่ละคนจะเริ่มลดลงๆ
จนในที่สุดจะไม่มีใครมีกำไรเลย!
แม้ว่าระยะสั้น (Short Run) จะมีกำไรก็จริงแต่ระยะยาว (Long Run) กำไรจะดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ค่ะ
นอกเสียจากว่าจะมีกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่ไม่สามารถเข้ามาในตลาดได้ง่ายๆ เพราะเจอการกีดกันทางการค้า เช่น การจดลิขสิทธิ์ หรือ ต้องใช้เงินลงทุนสูง
No Free Lunch

There’s no free lunch. ข้าวเที่ยงไม่ได้กินฟรี แม้ว่าจะมีคนเลี้ยงข้าวเราก็ตาม!
นี่เป็นคำพูดของ Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่พูดถึงการได้อย่างเสียอย่าง ทุกอย่างมีสิ่งที่ต้องแลก (Trade off)
Everything has price. โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี…ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย
เช่น คอร์สเรียน Mini Bootcamp 2025 นี้ แม้ทางเพจจะเปิดให้ลงทะเบียนและเรียนฟรี แต่ผู้เรียนต้องจ่ายด้วยเวลาที่มี
เหมือนที่คุณ Richard P. Feynman กล่าวไว้ว่า “Knowledge isn’t free. You have to pay attention.” (เวลากับ attention คือสิ่งเดียวกัน)
การเล่น Social Media เช่น Facebook TikTok แม้จะฟรี (ไม่ได้จ่ายด้วยเงิน) แต่เมื่ออยู่ใน Platform นั้นๆ ตัวเราก็จะถูกขายข้อมูลและเวลาให้กับผู้ลงโฆษณา
Platform ที่ดึงเวลาจากลูกค้าได้มาก ก็จะทำเงินจากลูกค้าได้มากเช่นกัน
จะพบว่า Platform เหล่านี้เก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าไปทำการตลาดเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing) เพื่อให้แบรนด์นำเสนอสินค้าที่ตรงใจลูกค้าและสร้างยอดขายให้แบรนด์มากขึ้นได้
สำหรับประเทศสวีเดน แม้จะมีรัฐสวัสดิการให้มากมาย แต่ก็ต้องแลกมากับภาษีที่สูงมาก
The Attention Economy
human attention as a scarce resource ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ขึ้นกับว่าเราจะ focus กับกิจกรรมใดๆ
Attention เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ผู้ที่ปกป้อง Attention ตัวเองได้ ไม่ถูก Platform ต่างๆ กลืนกินไปก่อน ก็จะใช้เวลาในแต่ละวันได้คุ้มค่ามากขึ้นค่ะ
Game Theory
ทฤษฎีเกม (Game Theory) เป็นทฤษฎีที่อธิบายการตัดสินใจของคู่แข่ง ถ้าเขาทำสิ่งนี้แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไร โดย John Nash นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. 1994
ทฤษฎีเกม ประกอบด้วย 5 สิ่งนี้ คือ
ผู้เล่น (Players) อย่างน้อย 2 ฝ่าย
การตัดสินใจเชิงกลยุทธ (Strategies) เป็น action ที่ผู้เล่นแต่ละคนสามารถทำได้
ผลลัพธ์ของเกม (Payoffs)
Rationality โดยผู้เล่นแต่ละคนต้องการให้ตนได้ประโยชน์มากที่สุด และเสียผลประโยชน์ให้น้อยที่สุด
Equilibrium เป็น stable state ของการตัดสินใจของผู้เล่นร่วมกัน
ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma) สามารถอธิบายโดยใช้ทฤษฎีเกมได้ คือ ในสถานการณ์ที่มีนักโทษ 2 คน ถูกจับแยกห้องเพื่อสอบสวน
นักโทษแต่ละคนจะมี 2 action คือ สารภาพ (Confess) หรือ ปิดปากเงียบ (Remain Silent) ก็ได้

จากรูป ตัวเลขในวงเล็บ คือ จำนวนปีที่ต้องติดคุกของนักโทษแต่ละคน ด้านหน้าเป็นของนักโทษ A ด้านหลังเป็นของนักโทษ B และเครื่องหมายลบแทนการติดคุกค่ะ

สมมุติว่า เราเป็นนักโทษ A (Player A) แล้วลองมองสิ่งที่นักโทษ B (Player B) สามารถทำได้
ถ้านักโทษ B สารภาพ เพราะฉะนั้น นักโทษ A ควรจะสารภาพด้วย (ติดคุกเพียง 5 ปี)
ถ้านักโทษ B ปิดปากเงียบ เพราะฉะนั้น นักโทษ A ควรจะสารภาพ (ไม่ติดคุก)
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่านักโทษ B จะ action แบบใด สำหรับนักโทษ A แล้วนั้น การเลือกที่จะสารภาพเป็น The best strategy กลยุทธ์ที่ดีที่สุด!

ในทางกลับกัน สมมุติว่า เราเป็นนักโทษ B (Player B) แล้วลองมองสิ่งที่นักโทษ A (Player A) สามารถทำได้
ถ้านักโทษ A สารภาพ เพราะฉะนั้น นักโทษ B ควรจะสารภาพด้วย (ติดคุกเพียง 5 ปี)
ถ้านักโทษ A ปิดปากเงียบ เพราะฉะนั้น นักโทษ B ควรจะสารภาพ (ไม่ติดคุก)
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่านักโทษ A จะ action แบบใด สำหรับนักโทษ B การเลือกที่จะสารภาพเป็น The best strategy กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเช่นเดียวกัน!

สำหรับ Nash Equilibrium ก็คือ จุดที่ทั้งคู่ยอมรับสารภาพค่ะ
ทฤษฎีนี้สามารถนำมาประยุกต์ทางธุรกิจได้ เช่น มีบริษัท 2 บริษัทที่เดิมทีเป็นคู่แข่งกัน
มี 2 action คือ ควบรวมบริษัทหรือจะแยกเป็น 2 บริษัทที่สู้กันเหมือนเดิม แล้วดูผลลัพธ์ว่า Market Share เป็นอย่างไร
หรือในกรณีที่ร้านค้าประเภทเดียวกันมักตั้งอยู่ละแวกเดียวกัน (แบบนี้ก็แย่งลูกค้ากันมั้ย?!)
สิ่งนี้ก็อธิบายด้วยทฤษฎีเกมเช่นกัน สมมุติว่าร้านขายขนม A ตั้งอยู่หัวถนน ส่วนร้านขายขนม B ตั้งอยู่อีกฟากนึงของถนนสายเดียวกัน
กาารตั้งร้านลักษณะนี้ ถ้าลูกค้าเดินมาจากหัวถนนก็จะเจอร้านขนม A ในขณะที่ลูกค้าอีกคนที่เดินมาจากอีกฟากจะเจอร้านขนม B ทำให้ลูกค้าทั้งสองมีโอกาสเข้าร้านที่ตนเจอก่อนได้
ดังนั้น การตั้งร้านเช่นนี้ ทำให้ไม่สามารถเจอกลุ่มเป้าหมายได้ทั้งหมด
ในทางตรงกันข้าม หากร้านขายขนมทั้งคู่อยู่ใกล้ๆ กัน เวลาที่ลูกค้ามาเจอ 2 ร้านนี้พร้อมกัน ก็จะทำให้ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันอีกเลย
ทฤษฎีเกมจะเรียกสิ่งนี้ว่า Nash Equilibrium นั่นเองค่ะ
The GDP
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) เป็นการดูมูลค่าสินค้าและบริการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็นับรวมทั้งหมด – What is made here in Thailand)
ในขณะที่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Product (GNP) เป็นการดูมูลค่าการผลิตทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยคนไทย (ไม่ว่าคนไทยคนนั้นจะอยู่ที่ใดบนโลกก็ตาม – What is made by us)

GDP = SUM (P X Q)
GDP = Gross Domestic Product
P = Price
Q = Quantity
จากสูตร GDP = Price X Quantity (ก็คือ TR นั่นเอง!)
ดังนั้น Total GDP จะเป็นผลรวมของ Revenue ค่ะ

ข้อควรระวังในการคำนวณ GDP (หมายถึง Nominal GDP) คือ หากราคาสินค้า (Price) เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณ (Quantity) การผลิตสินค้าเท่าเดิม
ผลลัพธ์คือจะทำให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นได้! แต่ GDP ที่สูงขึ้นนี้ ไม่ได้หมายความว่าประเทศเจริญขึ้นแล้ว แต่หมายถึง ราคาสินค้าสูงขึ้น (เงินเฟ้อ หรือ Inflation)
ดังนั้นเราจึงมักดู Real GDP ควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะใช้ราคาสินค้าของปีฐาน (the base year) มาคำนวณด้วย

จากรูป หากคำนวณ Real GDP โดยใช้ปี 2025 เป็นปีฐาน ดังนั้น Total GDP ในปี 2026 จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย (Real GDP เท่าเดิม ประเทศไม่ได้โตขึ้นเลย)
More Food (Q) is Better!
ในทางกลับกัน ถ้าปริมาณการผลิตเพิ่มมากขึ้น (Q เพิ่มขึ้น) ก็คือคนในประเทศได้บริโภคสินค้ามากขึ้นค่ะ! 🙂
Purchasing Power Parity
ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ หรือ Purchasing Power Parity (PPP)
เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการเปรียบเทียบมูลค่าของเงินที่ต่างกันโดยปรับให้เหมาะสมกับอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ
ตัวอย่างเช่น หากต้องการซื้อคอร์สเรียนของต่างประเทศแต่เราเป็นคนไทย
เราก็สามารถทำเรื่องเพื่อขอ PPP ปรับราคาค่าคอร์สเรียนให้เข้ากับอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทยได้ด้วย (ราคาคอร์สเรียนถูกลงนั่นเอง เย้!)

Leave a comment