ทำงานดีและมีความสุขสำหรับวัยทำงาน

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสฟังบรรยายของ MBA Thammasat Talk 9 โดยศาสตราจารย์ ดร.นภดล ร่มโพธิ์ วันนี้จะสรุปสิ่งที่ได้ฟังมานะคะ

  1. สามเหลี่ยมที่ต้องใช้เวลา VS รู้ลำดับ
  2. การสร้างแรงจูงใจภายใน
  3. การเขียนขอบคุณ Gratitude journal

สามเหลี่ยมที่ต้องใช้เวลา VS รู้ลำดับ

รูปซ้าย: สามเหลี่ยมที่ต้องใช้เวลา รูปขวา: พีระมิดสามสุข

อาจารย์เริ่มเล่าว่า งานของอาจารย์มหาวิทยาลัย มี 4 งาน คือ งานสอน งานวิจัย งานให้บริการสู่สังคม และ งานบริหารคณะฯ ซึ่งปีนี้อาจารย์ทำครบทั้งหมด (โหหห สุดยอด!) จะเห็นว่า อาจารย์ทำงานเยอะมาก

คราวนี้มาดู “สามเหลี่ยมที่ต้องใช้เวลา” (รูปซ้าย) ถ้าเลือกได้เพียง 2 อย่างจะเลือกอะไร?

จะเห็นว่า มุมทั้งสามประกอบด้วย งาน นอน และ สังคม เมื่อต้องเลือกเพียง 2 อย่าง ก็จะเกิด “Trade off” (ได้อย่างเสียอย่าง) คำถาม คือ 3 อย่างนี้เกิดพร้อมกันได้หรือไม่?

จากหนังสือ สู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วย”พีระมิดสามสุข” ของคุณชิอน คาบาซาวะ พูดถึงความสุข 3 แบบ (แบ่งตามฮอร์โมนของร่างกาย) คือ

  1. Serotonin(ซีโรโทนิน) คือ ฮอร์โมนเกี่ยวกับความสุขกายสบายใจ เช่น การรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ (Eat) การนอนพักผ่อนเพียงพอ (Sleep) และ การออกกำลังกาย (Exercise) อย่างเหมาะสม
  2. Oxytocin(ออกซิโทซิน) คือ ฮอร์โมนความรัก เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของคนรอบตัว รวมถึงสัตว์เลี้ยงแสนรักด้วย ข้อดีของฮอร์โมนนี้ คือ เมื่อเรารู้สึกดีกับใครสักคนแล้ว ความรู้สึกนั้นจะยังคงอยู่ ไม่หายไปง่ายๆ
  3. Dopamine(โดพามีน) คือ ฮอร์โมนความพึงพอใจ มักหลั่งเมื่อทำงานสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น สอบได้เกรด A โดยข้อเสียของฮอร์โมนนี้ คือ ทำให้เกิดภาวะ “เสพติด” ได้ เช่น เมื่อโพสต์เฟซบุ๊ค ช่วงแรกๆ มีคนมากดไลค์ 10 คน ก็ดีใจแล้ว แต่อีกสักพักจะเริ่มอยากได้ยอดไลค์มากกว่านี้ (จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด)

ผู้เขียนหนังสือบอกว่าจริงๆ ทั้งสามมุมของพีระมิด (งาน นอน และ สังคม) มันสัมพันธ์กัน (ไม่ใช่ Trade off) โดยจะต้องจัดอันดับให้ถูกต้อง ตามรูปด้านขวา

โดยเริ่มจากการทำฐานพีระมิดให้แน่น (มีร่างกายจิตใจแข็งแรง + สังคมดี) เพื่อให้ “งาน” สำเร็จได้โดยใช้เวลาไม่มากนัก

“เวลา” การทำงานที่นานขึ้น ไม่ได้หมายถึง “คุณภาพงาน” ที่เพิ่มขึ้น

หากเราทำงาน 16 ชั่วโมงต่อวัน แม้ได้งานมาจำนวนหนึ่ง แต่โดยธรรมชาตินั้น ช่วงแรกจะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพดี (productivity ดี) เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายและสมองจะเริ่มล้าและทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม

ระยะยาวร่างกายก็ไม่ไหว สุดท้ายก็เจ็บป่วย (เสียเวลารักษาตัวเองอีก…ไม่คุ้มจริงๆ ค่ะ)

ดังนั้น อยากให้มองว่า “การนอน” เสมือน “การแข่งรถ” ที่ร่างกายต้องหยุดพักบ้าง ช่วงเวลาที่เปลี่ยนยางก็สำคัญ จะทำให้รถวิ่งต่อในระยะยาวได้โดยที่ยางไม่แตกเสียก่อน!

สำหรับ “สังคมที่ดี” คือ การที่เราได้อยู่ท่ามกลางคนดี คนเก่ง คนที่คุยด้วยแล้วสบายใจ หรือ การได้ฟังคนที่มีเทคนิคดีๆ ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตและมีพลังในการทำงานได้เช่นกัน

การสร้างแรงจูงใจภายใน

การสร้างแรงจูงใจภายใน

คนเรามีแรงจูงใจ 2 อย่าง คือ

  1. แรงจูงใจภายนอก เป็นแรงจูงใจที่มีข้อจำกัด เช่น การขึ้นเงินเดือนของพนักงาน ซึ่งจะขึ้นเงินเดือนเพียงปีละ 1 ครั้ง และไม่สามารถกำหนดจำนวนเงินที่จะได้รับด้วย
  2. แรงจูงใจภายใน ซึ่งสามารถมองจากมุมตัวเรา และ มุมของหัวหน้างาน โดยแรงจูงใจชนิดนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อน Objectives and key results (OKRs) ด้วย

OKRs เป็นระบบบริหารจัดการที่เน้นการตั้งเป้าหมายและติดตามผลในสิ่งสำคัญ

แรงจูงใจภายใน จะขึ้นกับ 3 ปัจจัย ตาม “Self-determination theory” คือ

1.Autonomy (ความมีอิสระ) หากเลือกทำสิ่งใดได้อย่างอิสระ เราจะสนุกกับมัน เช่น งานอดิเรก คือ การอ่านหนังสือ ถ้าเลือกได้เองจะสนุก กลับกัน ถ้าถูกบังคับให้อ่านตามที่คนอื่นสั่ง ความสนุกหายหมด! งานที่ทำก็เช่นกัน ให้ลองหามิติที่มีความอิสระที่สุด (เท่าที่เลือกได้) ก็จะมีแรงจูงใจมากขึ้น

ในมิติของหัวหน้างาน อาจเปิดโอกาสให้พนักงานมีโอกาสเลือกทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น เช่น เลือกจะทำงานที่บ้านหรือมานั่งที่ออฟฟิศก็ได้ (ขอแค่งานเสร็จทันก็พอ!)

2.Competence (ความเชี่ยวชาญ) คือ เมื่อเราทำสิ่งใดได้ดี ก็จะมีแรงจูงใจในการทำสิ่งนั้น เรื่อง “งาน” ก็เช่นกัน คือ ให้เลือกงานที่เรามีจุดแข็งมากสุด เช่น ถ้าเป็นคนชอบพูด/พรีเซ็นต์ ก็ให้พยายามหาโอกาสให้ได้ทำสิ่งนั้นบ่อยๆ เราจะทำได้ดี แล้วรู้สึกดีกับตัวเองด้วย

“Competence” เป็นสิ่งที่ “ฝึกได้ เรียนรู้ได้” สามารถเพิ่มปัจจัยนี้ด้วย “การลับขวาน” เช่น ถ้างานที่ทำต้องใช้โปรแกรม Excel เยอะ ก็ควรต้องเรียนรู้ทักษะนี้เพิ่มขึ้น

การแบ่งเวลาส่วนหนึ่งเพื่อลับขวานอยู่เสมอ (เพิ่มพูนความรู้) เป็นสิ่งที่ดีและควรทำกว่าการตัดต้นไม้ทั้งๆ ที่ขวานยังทื่ออยู่ ซึ่งจะทำให้ผลผลิตสุดท้ายได้น้อยกว่ามาก

อย่างไรก็ตาม อาจต้องสำรวจตัวเองด้วยว่า อยากเชี่ยวชาญเรื่องนั้นๆ มั้ย? ถ้า”ไม่ใช่” อาจต้องดูว่า เรา “อยู่ผิดที่” มั้ย? (อาจต้องย้ายไปอยู่ในสังคมที่เขาให้ “คุณค่า” กับความเชี่ยวชาญนั้นๆ ซึ่งเราจะเติบโตเร็วกว่ามาก) เช่น ถ้าเราเขียนเก่ง ก็ต้องไปหาที่ที่การเขียนมีผลต่อความสำเร็จของเขา

3.Relatedness (ความเชื่อมโยง) คือ การมองว่า งานที่เราทำ ทำให้ชีวิตใครดีขึ้นได้บ้าง? เช่น งานที่อาจารย์ให้นักศึกษาทำ (โจทย์จากภาคธุรกิจ) ดังนั้นเมื่องานเสร็จ นอกจากนักศึกษาจะได้เกรดแล้ว ยังมีประโยชน์กับภาคธุรกิจด้วย ดังนั้นเราจะเริ่มมีพลัง แล้วอยากทำสิ่งๆ นั้นมากขึ้น

เมื่อนำ 3 ปัจจัยนี้ไปใช้ในการทำงาน จะทำให้งานออกมาดีและตัวเรามีความสุขมากขึ้น กรณีเป็นมุมของหัวหน้างาน สามารถนำปัจจัยเหล่านี้มาปรับใช้กับพนักงานเพื่อให้มีแรงจูงใจมากขึ้น ผลงานดีขึ้นได้ค่ะ

การเขียนขอบคุณ Gratitude journal

การเขียน Gratitude journal

เคยสังเกตมั้ยว่า ถ้าสมองจดจ่อกับสิ่งใดก็จะเจอสิ่งนั้นมากขึ้น เช่น จดจ่อกับความทุกข์ ก็จะรู้สึกว่า ชีวิตค่อนข้างแย่ ยิ่งเราบ่น ยิ่งเป็นการสั่งสมองให้เจอแต่เรื่องเศร้าๆ ทั้งที่จริงชีวิตมีเรื่องดีๆ อยู่เยอะมาก เพียงแต่เรามองข้าม!

หรือถ้าสนใจรถยี่ห้อ X ตอนขับรถก็จะเจอแต่รถยี่ห้อนั้น (จริงๆ รถยี่ห้อนั้นไม่ได้ผลิตเยอะขึ้นนะ!) ก็เหมือนชื่อหนังสือ “พูดเรื่องบวกเรียกโชคดี พูดเรื่องดีเรียกความสุข” ของคุณอุเอะนิชิ อะคิระ นั่นเอง

การเขียน Gratitude journal สามารถแก้ปัญหานี้ได้ และมีวิทยาศาสตร์มารองรับด้วยว่า คนที่เขียนขอบคุณทุกวัน มีแนวโน้มจะมีความสุขมากขึ้น โดยแนะนำให้ทำเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนนอนนะคะ

อาจเริ่มจากการเขียน 3 ข้อ (เทคนิค คือ เขียนขอบคุณแม้เป็นสิ่งเล็กๆ) ช่วงแรกๆ จะคิดไม่ค่อยออก แต่พอได้เขียนไปสักพักจะเขียนได้ง่ายขึ้น เริ่มรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งนี้เป็นเหมือนการเทรนด์สมองให้โฟกัสกับสิ่งที่ดี ทำให้เรามี “เรดาห์ความสุข” ยิ้มง่ายขึ้น เพิกเฉยความทุกข์ได้มากขึ้น (ความทุกข์ไม่เหลือศูนย์ แต่จะเพิกเฉยได้ง่ายขึ้นค่ะ) ถ้าเรามีความทุกข์กับเรื่องใด ให้เขียนขอบคุณเรื่องนั้นเยอะๆ ก็จะช่วยได้มากเช่นกัน

4 เรื่องที่สามารถเขียนขอบคุณได้ คือ

  1. เรื่องดีๆ ที่ได้รับจากคนอื่น เช่น ฟังบรรยายแล้วได้รับแรงบันดาลใจดีๆ
  2. ขอบคุณตัวเองที่ทำให้คนอื่นมีความสุข เป็นสิ่งที่เราสามารถช่วยคนอื่นได้ เช่น บริจาคเงินช่วยผู้ป่วยยากไร้ของโรงพยาบาล ช่วยสอนหนังสือให้เพื่อน
  3. ขอบคุณที่เราได้เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ เป็นการยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น ซึ่งจะเป็นความสุขแบบ Passive (ไม่ต้องลงทุน) เช่น เพื่อนโพสต์เฟซบุ๊คได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น เราก็ยินดีไปกับเขาด้วย (ความสุขแบบ Active คือ สิ่งที่เราต้องลงทุนเอง เช่น การอ่านหนังสือเยอะจนได้ที่ 1 ของห้อง)
  4. ขอบคุณที่เราได้พัฒนาตนเอง – เช่น ออกกำลังกาย 15 นาที หรือ อ่านหนังสือจบ 1 บท

สำหรับคนที่ไม่ถนัดการเขียน อาจใช้การพูดขอบคุณหรือนึกขอบคุณในใจก็ได้นะคะ

ทั้งพีระมิดสามสุข การสร้างแรงจูงใจภายใน และ การเขียนขอบคุณ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผ่านมรสุมชีวิตไปได้ สุดท้ายนี้ก็อยากให้คุณผู้อ่านลองนำไปปรับใช้กันนะคะ 😇

Launch Newsletter

อย่าลืมกด subscribe newsletter ฟรีได้ที่นี่!

Comments

Leave a comment