Category: Mindset

  • 25 เรื่องต้องรู้ของ “คุณทอย กษิดิศ” เมื่อการพัฒนาตนเองนำไปสู่จุดเปลี่ยนชีวิต

    25 เรื่องต้องรู้ของ “คุณทอย กษิดิศ” เมื่อการพัฒนาตนเองนำไปสู่จุดเปลี่ยนชีวิต

    สวัสดีคุณผู้อ่านที่รัก วันนี้ Cindy สรุป Podcast เกี่ยวกับจุดเปลี่ยนด้านการศึกษา การพัฒนาตนเอง การหารายได้จากงานเขียน และ ปรัชญาชีวิตของคุณทอย กษิดิศ เพจ DataRockie มาฝากค่ะ

    1. จุดเปลี่ยนด้านการศึกษา
    2. พัฒนาตัวเองฉบับคุณทอย
    3. หารายได้จากงานเขียน
    4. ปรัชญาชีวิต

    จุดเปลี่ยนด้านการศึกษา

    ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning Skill)
    ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning Skill)
    • ตอนที่คุณทอยไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ระบบการศึกษาที่นั่นสอนให้เรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่รออาจารย์มาป้อนความรู้ให้ จึงทำให้คุณทอยได้ Self-Learning Skill ติดตัวมาด้วย
    • เราสามารถเรียนรู้ได้ตามความสนใจของตนเอง และความรู้เปรียบเสมือนพลังของดอกเบี้ยทบต้นที่ให้ผลตอบแทนจำนวนมาก พอเรียนไปเรื่อยๆ คลังความรู้จะเยอะขึ้นๆ ทำให้เรียนเรื่องใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย

    ทุกที่ คือ “โรงเรียน” 🏫

    พัฒนาตัวเองฉบับคุณทอย

    คุณทอยเลือกที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อมาพัฒนาตัวเอง
    คุณทอยเลือกที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อมาพัฒนาตัวเอง
    • แนวทางการพัฒนาตนเอง คือ การตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชีวิตอยากได้อะไร?”
    • เมื่อมี “เป้าหมายชีวิต” อย่าลืมพัฒนาทักษะที่จำเป็น ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องพยายามทำตัวเองให้พร้อมรับโอกาสดีๆ ที่เข้ามา
    • ถ้าทุกเช้าที่ตื่นมาแล้วได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นเป้าหมายชีวิตตัวเอง ความรู้สึก Burn Out จะไม่เกิด (แต่ถ้าทำงานประจำ ทำแบบไม่มีเป้าหมายอะไรเลย ก็อาจ Burn Out ได้ง่ายๆ)
    • คุณทอยเลือกจะทำธุรกิจตัวคนเดียว (One Person Business) แบบยั่งยืน ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ (Better Not Bigger)
    • “การเติบโต” (Growth) กับ “ความสบาย” (Comfort) มักจะไม่อยู่คู่กัน
    • ทุกอย่างมี “ราคา” ที่ต้องจ่าย เช่น ถ้าเอาเวลามาอ่านหนังสือก็จะมีเวลาไปทำสิ่งอื่นน้อยลง คุณทอยแนะนำให้เลือกทำสิ่งที่ยากแล้วชีวิตจะมีความหมาย
    • คุณทอยเลือกตื่นตี 4 (ช่วงเช้า – สมองตื่นตัวพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ) มาอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง เพราะมองว่าแม้จะน่าเบื่อแต่ก็เจ็บปวดน้อยกว่าการไม่มีงานทำแน่นอน
    • การเลือกหนังสืออ่าน ให้เลือกเล่มที่มีประโยชน์กับตัวเราจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเลือกตาม List ที่สังคมแนะนำเพราะแต่ละคนมีบริบทชีวิตที่ไม่เหมือนกัน!
    • “Focus” เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน เพื่อให้จดจ่อกับงาน/สิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้เต็มที่ ไม่วอกแวก
    • อนาคตในยุค AI ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร (แต่มั่นใจว่าต้องเก่งขึ้นแน่ๆ) และถ้ามนุษย์จะต้องถูก AI แทนที่จริงๆ ขอให้ตัวเราถูกแทนที่เป็นลำดับท้ายๆ
    • เมื่ออนาคตไม่แน่นอน การมีรายได้หลายทางคือคำตอบ เพราะช่วยกระจายความเสี่ยง ดังนั้น คุณทอยเชื่อว่า คนทั่วไป 99% การเก่งกว้าง (Generalist) คือคำตอบ …ให้ตัวเราเองดีขึ้นเรื่อยๆ

    หารายได้จากงานเขียน

    "อ่าน-เขียน-ลงมือทำ" - Dan Koe
    “อ่าน – เขียน – ลงมือทำ” โดย Dan Koe
    • การเขียนเป็นการเอาไอเดียในสมองที่ฟุ้งกระจายอยู่กลั่นออกมาเป็นตัวอักษร และสำหรับใครก็ตามที่ใช้ AI ผิดวิธี สมองจะไม่ได้ฝึกคิด!
    • การใช้ AI ช่วยสรุปหนังสือทั้งเล่มภายในไม่กี่นาที (เนื้อหาจริงหายไปเยอะมาก!) สิ่งนี้จะทำให้เรากลายเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรเร็วๆ…แต่เอาจริงๆ หลายอย่างในชีวิตมันต้องอาศัยเวลา เร่งไม่ได้
    • Framework ของคุณทอยคือ “เรียน-เขียน-แชร์”
    • ให้เขียนแชร์ความรู้ที่มีประโยชน์กับผู้อ่าน ทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย เช่น คุณทอยเคยเขียนลง Facebook Page ส่วนตัวโดยอธิบายขั้นตอนทางสถิติให้ได้ผลลัพธ์ภายใน 5 ขั้นตอนเท่านั้น…สุดท้ายมีคนแชร์คอนเทนต์นัั้นเยอะมาก
    • เขียนแชร์ความรู้ด้วยจิตของการเป็น “ผู้ให้” แบ่งปันให้ผู้อื่น สุดท้ายจะได้สิ่งดีๆ กลับมา (คุณทอยพิสูจน์แล้ว!)
    • คอนเทนต์ที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น เช่น สังคมดีขึ้น การงานดีขึ้น การเงินดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น เป็นต้น
    • Dan Koe นักเขียนบทความที่สร้างธุรกิจด้วยตัวคนเดียว (One-Person Business) เคยบอกไว้ว่าหลักการสร้างสรรค์คอนเทนต์ คือ ถ้าไม่รู้ให้อ่าน ถ้าไม่เข้าใจให้เขียน ถ้าเขียนจนเข้าใจแล้วให้ลงมือทำ “อ่าน – เขียน – ลงมือทำ
    • การหารายได้จากการเขียน คือ เริ่มจากเขียนคอนเทนต์ที่มีคุณค่ากับผู้อ่าน หลังจากนั้นค่อยขาย Product ซึ่งคุณทอยเน้นเขียนคอนเทนต์ฟรี 99% และเลือกขาย Product เพียง 1% เท่านั้น
    • เช่น ถ้าเป็นเจ้าของร้านอาหาร ก็เริ่มจาก 99% เขียนคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ด้านอาหาร และ 1% เชิญชวนคนมากินที่ร้าน

    ปรัชญาชีวิต

    เราสามารถมีความสุขได้วันนี้เลย
    เราสามารถมีความสุขได้วันนี้เลย
    • อิสรภาพที่แท้จริง เกิดจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรอบ
    • ให้เลือกเส้นทางที่ยากแต่มีความหมาย ให้เลือกเส้นทางแห่งความดี แล้วชีวิตจะไม่มีวันแย่เลย
    • เราสามารถมีความสุขได้เลยวันนี้ ของนอกกายบางอย่าง (เช่น รถยนต์แพงๆ, เงินล้าน) ไม่จำเป็นเลย

    สุดท้ายนี้ Cindy ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณผู้อ่านจะได้รับประโยชน์และแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองค่ะ และถ้าอยากรับชมคลิปเต็มๆ สามารถฟังย้อนหลังได้เลยนะคะ (แนะนำค่ะ ดีมากๆ 👍)

  • 7 โมเดลความคิดที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

    7 โมเดลความคิดที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

    1. Map is not the territory
    2. First principles thinking
    3. Second-Order thinking
    4. Probabilistic thinking
    5. Inversion thinking
    6. Circle of competence
    7. Statistics as Mental Model (Inductive Reasoning)

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน วันนี้ Cindy 🐰 นำบทความเกี่ยวกับโมเดลความคิด (Mental Model) จากคอร์ส Mini Bootcamp 2025 เพจ DataRockie มาแชร์นะคะ

    A small leak will sink a great ship.

    Benjamin Franklin กล่าวว่า A small leak will sink a great ship.

    รูเล็กๆ สามารถทำเรือทั้งลำล่มได้ หากกระบวนการคิดไม่ดีพอ (เรือมีรูรั่ว) ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดและชีวิตจะพังได้ในที่สุด

    หนังสือ Mental Models หลายเล่มได้แรงบันดาลใจจาก Charlie Munger เขากล่าวว่า ยิ่งเรียนรู้ Mental Models ก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

    บทความนี้นำเสนอ 7 Mental Models ที่ช่วยให้คุณผู้อ่านตัดสินใจได้ดีขึ้น เพื่อจะได้มีชีวิตตามที่ต้องการได้ค่ะ 🙂

    มาเริ่มกันเลยค่ะ!

    Map is not the territory

    Map is not the territory

    แผนที่จะแสดงเฉพาะส่วนสำคัญเท่านั้น แผนที่จึงไม่เหมือนกับพื้นที่จริง

    ผู้ที่มีแผนที่ (Mental Model) ใกล้เคียงพื้นที่จริง (Reality) มากที่สุด จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ 🙂

    ยุคนี้ที่ Reality เปลี่ยนแปลงเร็ว การอัปเดต Mental Model จึงเป็นสิ่งที่ควรทำค่ะ

    หากให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จในอดีตมาเริ่มทำธุรกิจอีกครั้งในโลกปัจจุบัน ถ้าเขาไม่ได้อัปเดต Mental Model ก็จะประสบความสำเร็จได้ยากเช่นกัน

    P/E Ratio เปรียบเสมือนแผนที่ที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจเลือกซื้อหุ้น

    เพราะหากต้องพิจารณางบการเงิน (Financial Statements) ทั้งหมดของบริษัท รายละเอียดจะเยอะมากจนไม่สามารถตัดสินใจเลือกลงทุนได้

    Daniel Kahneman นักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้เขียนหนังสือ Thinking, Fast and Slow พูดถึงการตัดสินใจของมนุษย์ มี 2 ระบบ คือ

    System 1 = Thinking Fast (เราชอบหุ้นนี้จริงมั้ย?)

    System 2 = Thinking Slow (หุ้นนี้มี P/E Ratio เป็นอย่างไร ควรซื้อมั้ย?)

    ทั้ง 2 ระบบทำงานร่วมกัน หากพึ่งพา System 1 มากเกินไปจะทำให้ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลได้ค่ะ

    First principles thinking

    Root Cause Analysis

    เป็นการมองลึกไปที่แก่นแท้ของปัญหาว่าคือสิ่งใด

    Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla Motor ใช้หลักคิด First principles ในการทำธุรกิจ

    เขาพิจารณาลึกไปถึงส่วนประกอบย่อยๆ ของแบตเตอรี่ (เช่น อะลูมิเนียม โคบอลท์ นิกเกิล) ให้ทีมงานประกอบร่างใหม่กลายเป็นแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ในที่สุด

    และค้นพบว่าสามารถลดต้นทุนจาก $600 เหลือเพียง $80 สุดยอด! 😃

    เขามีหลักคิด คือ วิเคราะห์ต้นทุนของสิ่งนั้นก่อน ถ้าคุ้มก็จะสร้างเอง (Build) แต่ถ้าไม่คุ้มก็จะซื้อใช้ (Buy)

    Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ผู้นำ E-Commerce รายใหญ่ของโลก ก็ใช้หลักคิด First principles เช่นกัน คือ ลูกค้าต้องมาก่อน (Customer Obsession)

    เวลาที่สั่งหนังสือจาก Amazon แล้วขนส่งล่าช้า เมื่อลูกค้าปรึกษา Customer Service แบรนด์นี้เลือกจะแก้ปัญหาด้วยการจัดส่งสินค้าชุดใหม่ให้ทันที

    เรียกกลยุทธ์นี้ว่า Zero Profit Strategy (แม้ดูจะไม่คุ้มกับต้นทุนที่ Amazon ต้องจ่าย) แต่เมื่อลูกค้ามีความสุข ระยะยาวธุรกิจก็ประสบความสำเร็จได้ค่ะ 🙂

    Alex Hormozi นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ รายได้หลักล้านเหรียญต่อเดือน มีหลักคิด First principles 2 ข้อ เรื่องเงิน คือ

    1. ไม่ใช้เงินเกินตัว (Live below your means)

    2. นำเงินเก็บมาลงทุนในตัวเอง เพื่อจะหาเงินได้เพิ่มขึ้น (Invest in yourself; increase your earning capacity)

    เพราะเมื่อตัวเราเก่งขึ้นปัจจัยภายนอก/เงินเฟ้อจะทำร้ายเราได้น้อยลงนั่นเอง

    Marcus Aurelius จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันและกษัตริย์นักปรัชญา มีหลักคิด First principles คือ โฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้และเพิกเฉยต่อสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

    Control What You Can, Ignore The Rest

    สิ่งที่ควบคุมได้ 2 สิ่ง คือ

    1. วิธีคิด (Mental Model)

    2. การกระทำ

    เมื่อโฟกัส 2 สิ่งนี้ชีวิตจะมีความสุขขึ้น 😃

    สิ่งอื่นๆ ที่เหลือเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพอากาศ วิกฤตเศรษฐกิจ ความคิดและการกระทำของคนอื่นๆ . . . Cindy 🐰 แนะนำให้ปล่อยวางค่ะ

    Second-Order thinking

    Discount -> Price War

    First-Order Thinking คือ การคิดระยะสั้น ขณะที่ Second-Order Thinking คือ การคิดระยะยาว มองการณ์ไกล

    ในทางธุรกิจ การลดราคา หากคิดแบบ First-Order จะทำให้ขายสินค้าได้มากขึ้น

    แต่เมื่อคิดแบบ Second-Order จะพบว่า ระยะยาวสิ่งนี้สามารถทำร้ายแบรนด์ได้ และอาจเกิดสงครามราคา (Price War) ตามมา

    การรับประทาน Junk Food จำพวกพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์

    คิดแบบ First-Order จะได้ความสุขทันทีที่กิน

    แต่ถ้าคิดแบบ Second-Order จะพบว่า เมื่อกินติดต่อกันนานๆ จะเกิดโรคอ้วน เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

    Thomas Aquinas นำเสนอว่า อิสรภาพที่แท้จริง เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างมีข้อจำกัด ในที่นี้คือ ไม่ตามใจปาก และเรียกสิ่งนี้ว่า Freedom of Excellence

    Probabilistic thinking

    Thinking in Grey

    Probabilistic thinking คือ การไม่มองโลกเป็นขาวกับดำแต่มองเป็นสเกล เป็น Spectrum

    หากถามว่า ประเทศไทยสามารถเป็นประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Country) ในอีก 10 ปีข้างหน้าได้หรือไม่

    คำตอบมักมี 2 แบบ คือ ได้ กับ ไม่ได้

    แต่ถ้าเปลี่ยนรูปแบบคำตอบเป็นแบบสเกล ให้สามารถตอบได้ 0-1 เช่น 0.3 , 0.9

    ทศนิยมเหล่านี้ไม่มีตัวเลขใดผิดเลยเพราะเป็นเรื่องอนาคต แต่ใครที่มี Mental Model เข้าใกล้ความจริงมากกว่าก็จะประเมินตัวเลขนี้ได้ใกล้ความจริงมากกว่าด้วย 😃

    คำตอบแบบ ได้ กับ ไม่ได้ เรียกว่า White and Black Thinking

    คำตอบแบบสเกล เรียกว่า Thinking in Grey

    นอกจากนี้ ความน่าจะเป็น สามารถนิยามได้ 2 แบบ คือ

    แบบที่ 1 Frequentist คือ ความน่าจะเป็นแบบทั่วไป เช่น การโยนเหรียญหัว-ก้อย หรือ การทอยลูกเต๋า

    แบบที่ 2 Subjective Belief เป็นความเชื่อส่วนตัวที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

    เช่น ประเทศไทยจะดีขึ้นในอนาคตหรือไม่ คำตอบของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เพราะ Mental Model ไม่เหมือนกัน จึงประเมินค่าตัวเลขออกมาได้ต่างกันด้วย

    สำหรับ Subjective Belief สามารถเปลี่ยนแปลง อัปเดตได้

    คือ ความเชื่อเดิม (Current Belief) + ข้อมูลชุดใหม่ (New Data) ⇒ ความเชื่อใหม่ (New Belief)

    ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีก 10 ปี ข้างหน้าได้หรือไม่

    คำถามนี้ หากเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไป เช่น เป็นรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

    สิ่งนี้จะทำให้เกิดเป็นความเชื่อใหม่ ทำให้ตัวเลขแบบสเกลที่ตอบก่อนหน้าเปลี่ยนแปลงด้วย

    Inversion thinking

    Inversion thinking

    Inversion thinking เป็นการมองโลกอีกมุมหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เห็นโลกเปลี่ยนไปด้วย

    ถ้าต้องการมีสุขภาพที่ดีขึ้น สามารถคิดได้ 2 วิธี คือ

    คิดแบบ Forward (คนส่วนใหญ่) คือ จะเริ่มกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นได้อย่างไร

    คิดแบบ Inverse คือ จะหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้อย่างไร

    ถ้าอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น สามารถคิดได้ 2 วิธีเช่นกัน คือ

    คิดแบบ Forward (คนส่วนใหญ่) คือ เขียน To Do Lists

    คิดแบบ Inverse คือ เขียน Not To Do Lists ว่าสิ่งที่ไม่ควรทำมีอะไรบ้าง

    Circle of competence

    Circle of Competence

    Warren Buffett นักธุรกิจและเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกัน กล่าวถึง การลงทุนในหุ้นว่า เขาจะลงทุนเฉพาะสิ่งที่ถนัด รู้จัก และ มีประสบการณ์ (Circle of Competence)

    ลงทุนในกรอบแนวคิดนี้เท่านั้น ยอมรับว่าตนเองไม่ได้เก่งในทุกๆ เรื่อง

    การที่มนุษย์ก้าวขาออกจากวงกลมที่ถนัด ก็มีแนวโน้มจะล้มเหลวได้เยอะมาก!

    Anywhere in life, your success rate will drop if you operate out of your circle of competence.

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เราสามารถขยายวงกลมนี้ (Expand Your Circle of Competence) ด้วยการพัฒนาตนเอง ไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่

    เท่ากับว่า ได้อัปเดตแผนที่ซึ่งเป็น Mental Model ของตนด้วยค่ะ 😃

    Statistics as Mental Model (Inductive Reasoning)

    Statistics

    Deductive: from general principles to specific conclusions

    Inductive: from specific observations to general conclusions

    การให้เหตุผลแบบนิรนัย (Deductive Reasoning) จะอาศัยความรู้พื้นฐานชุดหนึ่งที่ยอมรับว่าเป็นจริง แล้วใช้เหตุผลอ้างไปถึงข้อสรุป (ภาพใหญ่ ⇒ ภาพเล็ก)

    มักเป็นกฎที่เป็นจริงเสมอและแน่นอน เช่น

    สัตว์ปีกทุกตัวมี 2 ขา

    เป็ดเป็นสัตว์ปีก

    ดังนั้น เป็ดมี 2 ขา

    ในขณะที่สถิติฉบับโมเดลความคิด (Statistics as Mental Model) จะเป็นการให้เหตุผลแบบอุปนัย (Inductive Reasoning)

    คือ อาศัยหลักความน่าจะเป็น รวบรวมข้อเท็จจริงจากการสังเกตหลายๆ ครั้งแล้วมาสรุปผลรวม (ภาพเล็ก ⇒ ภาพใหญ่)

    แต่เนื่องจากการให้เหตุผลแบบอุปนัยนี้เป็นเพียงการใช้กลุ่มตัวอย่างมาสรุปผลจึงอาจมีข้อจำกัดคือเชื่อได้บ้างแต่อาจจะยังไม่สามารถสรุปได้ทั้ง 100%

    ในการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถใช้เหตุผลทั้ง 2 แบบร่วมกันได้

    You don't need complete information to make great decisions in life.

    ในชีวิตจริง แม้จะไม่ได้มีข้อมูลครบทุกมิติก็สามารถตัดสินใจให้ออกมาได้ดีด้วย 3 สิ่งนี้ คือ

    1. Mental Model (Deductive Reasoning)
    2. ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น สถิติต่างๆ (Inductive Reasoning)
    3. ผลลัพธ์ที่สมเหตุผล
  • ทำงานดีและมีความสุขสำหรับวัยทำงาน

    ทำงานดีและมีความสุขสำหรับวัยทำงาน

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสฟังบรรยายของ MBA Thammasat Talk 9 โดยศาสตราจารย์ ดร.นภดล ร่มโพธิ์ วันนี้จะสรุปสิ่งที่ได้ฟังมานะคะ

    1. สามเหลี่ยมที่ต้องใช้เวลา VS รู้ลำดับ
    2. การสร้างแรงจูงใจภายใน
    3. การเขียนขอบคุณ Gratitude journal

    สามเหลี่ยมที่ต้องใช้เวลา VS รู้ลำดับ

    รูปซ้าย: สามเหลี่ยมที่ต้องใช้เวลา รูปขวา: พีระมิดสามสุข

    อาจารย์เริ่มเล่าว่า งานของอาจารย์มหาวิทยาลัย มี 4 งาน คือ งานสอน งานวิจัย งานให้บริการสู่สังคม และ งานบริหารคณะฯ ซึ่งปีนี้อาจารย์ทำครบทั้งหมด (โหหห สุดยอด!) จะเห็นว่า อาจารย์ทำงานเยอะมาก

    คราวนี้มาดู “สามเหลี่ยมที่ต้องใช้เวลา” (รูปซ้าย) ถ้าเลือกได้เพียง 2 อย่างจะเลือกอะไร?

    จะเห็นว่า มุมทั้งสามประกอบด้วย งาน นอน และ สังคม เมื่อต้องเลือกเพียง 2 อย่าง ก็จะเกิด “Trade off” (ได้อย่างเสียอย่าง) คำถาม คือ 3 อย่างนี้เกิดพร้อมกันได้หรือไม่?

    จากหนังสือ สู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วย”พีระมิดสามสุข” ของคุณชิอน คาบาซาวะ พูดถึงความสุข 3 แบบ (แบ่งตามฮอร์โมนของร่างกาย) คือ

    1. Serotonin(ซีโรโทนิน) คือ ฮอร์โมนเกี่ยวกับความสุขกายสบายใจ เช่น การรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ (Eat) การนอนพักผ่อนเพียงพอ (Sleep) และ การออกกำลังกาย (Exercise) อย่างเหมาะสม
    2. Oxytocin(ออกซิโทซิน) คือ ฮอร์โมนความรัก เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของคนรอบตัว รวมถึงสัตว์เลี้ยงแสนรักด้วย ข้อดีของฮอร์โมนนี้ คือ เมื่อเรารู้สึกดีกับใครสักคนแล้ว ความรู้สึกนั้นจะยังคงอยู่ ไม่หายไปง่ายๆ
    3. Dopamine(โดพามีน) คือ ฮอร์โมนความพึงพอใจ มักหลั่งเมื่อทำงานสำเร็จตามเป้าหมาย เช่น สอบได้เกรด A โดยข้อเสียของฮอร์โมนนี้ คือ ทำให้เกิดภาวะ “เสพติด” ได้ เช่น เมื่อโพสต์เฟซบุ๊ค ช่วงแรกๆ มีคนมากดไลค์ 10 คน ก็ดีใจแล้ว แต่อีกสักพักจะเริ่มอยากได้ยอดไลค์มากกว่านี้ (จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด)

    ผู้เขียนหนังสือบอกว่าจริงๆ ทั้งสามมุมของพีระมิด (งาน นอน และ สังคม) มันสัมพันธ์กัน (ไม่ใช่ Trade off) โดยจะต้องจัดอันดับให้ถูกต้อง ตามรูปด้านขวา

    โดยเริ่มจากการทำฐานพีระมิดให้แน่น (มีร่างกายจิตใจแข็งแรง + สังคมดี) เพื่อให้ “งาน” สำเร็จได้โดยใช้เวลาไม่มากนัก

    “เวลา” การทำงานที่นานขึ้น ไม่ได้หมายถึง “คุณภาพงาน” ที่เพิ่มขึ้น

    หากเราทำงาน 16 ชั่วโมงต่อวัน แม้ได้งานมาจำนวนหนึ่ง แต่โดยธรรมชาตินั้น ช่วงแรกจะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพดี (productivity ดี) เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายและสมองจะเริ่มล้าและทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม

    ระยะยาวร่างกายก็ไม่ไหว สุดท้ายก็เจ็บป่วย (เสียเวลารักษาตัวเองอีก…ไม่คุ้มจริงๆ ค่ะ)

    ดังนั้น อยากให้มองว่า “การนอน” เสมือน “การแข่งรถ” ที่ร่างกายต้องหยุดพักบ้าง ช่วงเวลาที่เปลี่ยนยางก็สำคัญ จะทำให้รถวิ่งต่อในระยะยาวได้โดยที่ยางไม่แตกเสียก่อน!

    สำหรับ “สังคมที่ดี” คือ การที่เราได้อยู่ท่ามกลางคนดี คนเก่ง คนที่คุยด้วยแล้วสบายใจ หรือ การได้ฟังคนที่มีเทคนิคดีๆ ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตและมีพลังในการทำงานได้เช่นกัน

    การสร้างแรงจูงใจภายใน

    การสร้างแรงจูงใจภายใน

    คนเรามีแรงจูงใจ 2 อย่าง คือ

    1. แรงจูงใจภายนอก เป็นแรงจูงใจที่มีข้อจำกัด เช่น การขึ้นเงินเดือนของพนักงาน ซึ่งจะขึ้นเงินเดือนเพียงปีละ 1 ครั้ง และไม่สามารถกำหนดจำนวนเงินที่จะได้รับด้วย
    2. แรงจูงใจภายใน ซึ่งสามารถมองจากมุมตัวเรา และ มุมของหัวหน้างาน โดยแรงจูงใจชนิดนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อน Objectives and key results (OKRs) ด้วย

    OKRs เป็นระบบบริหารจัดการที่เน้นการตั้งเป้าหมายและติดตามผลในสิ่งสำคัญ

    แรงจูงใจภายใน จะขึ้นกับ 3 ปัจจัย ตาม “Self-determination theory” คือ

    1.Autonomy (ความมีอิสระ) หากเลือกทำสิ่งใดได้อย่างอิสระ เราจะสนุกกับมัน เช่น งานอดิเรก คือ การอ่านหนังสือ ถ้าเลือกได้เองจะสนุก กลับกัน ถ้าถูกบังคับให้อ่านตามที่คนอื่นสั่ง ความสนุกหายหมด! งานที่ทำก็เช่นกัน ให้ลองหามิติที่มีความอิสระที่สุด (เท่าที่เลือกได้) ก็จะมีแรงจูงใจมากขึ้น

    ในมิติของหัวหน้างาน อาจเปิดโอกาสให้พนักงานมีโอกาสเลือกทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น เช่น เลือกจะทำงานที่บ้านหรือมานั่งที่ออฟฟิศก็ได้ (ขอแค่งานเสร็จทันก็พอ!)

    2.Competence (ความเชี่ยวชาญ) คือ เมื่อเราทำสิ่งใดได้ดี ก็จะมีแรงจูงใจในการทำสิ่งนั้น เรื่อง “งาน” ก็เช่นกัน คือ ให้เลือกงานที่เรามีจุดแข็งมากสุด เช่น ถ้าเป็นคนชอบพูด/พรีเซ็นต์ ก็ให้พยายามหาโอกาสให้ได้ทำสิ่งนั้นบ่อยๆ เราจะทำได้ดี แล้วรู้สึกดีกับตัวเองด้วย

    “Competence” เป็นสิ่งที่ “ฝึกได้ เรียนรู้ได้” สามารถเพิ่มปัจจัยนี้ด้วย “การลับขวาน” เช่น ถ้างานที่ทำต้องใช้โปรแกรม Excel เยอะ ก็ควรต้องเรียนรู้ทักษะนี้เพิ่มขึ้น

    การแบ่งเวลาส่วนหนึ่งเพื่อลับขวานอยู่เสมอ (เพิ่มพูนความรู้) เป็นสิ่งที่ดีและควรทำกว่าการตัดต้นไม้ทั้งๆ ที่ขวานยังทื่ออยู่ ซึ่งจะทำให้ผลผลิตสุดท้ายได้น้อยกว่ามาก

    อย่างไรก็ตาม อาจต้องสำรวจตัวเองด้วยว่า อยากเชี่ยวชาญเรื่องนั้นๆ มั้ย? ถ้า”ไม่ใช่” อาจต้องดูว่า เรา “อยู่ผิดที่” มั้ย? (อาจต้องย้ายไปอยู่ในสังคมที่เขาให้ “คุณค่า” กับความเชี่ยวชาญนั้นๆ ซึ่งเราจะเติบโตเร็วกว่ามาก) เช่น ถ้าเราเขียนเก่ง ก็ต้องไปหาที่ที่การเขียนมีผลต่อความสำเร็จของเขา

    3.Relatedness (ความเชื่อมโยง) คือ การมองว่า งานที่เราทำ ทำให้ชีวิตใครดีขึ้นได้บ้าง? เช่น งานที่อาจารย์ให้นักศึกษาทำ (โจทย์จากภาคธุรกิจ) ดังนั้นเมื่องานเสร็จ นอกจากนักศึกษาจะได้เกรดแล้ว ยังมีประโยชน์กับภาคธุรกิจด้วย ดังนั้นเราจะเริ่มมีพลัง แล้วอยากทำสิ่งๆ นั้นมากขึ้น

    เมื่อนำ 3 ปัจจัยนี้ไปใช้ในการทำงาน จะทำให้งานออกมาดีและตัวเรามีความสุขมากขึ้น กรณีเป็นมุมของหัวหน้างาน สามารถนำปัจจัยเหล่านี้มาปรับใช้กับพนักงานเพื่อให้มีแรงจูงใจมากขึ้น ผลงานดีขึ้นได้ค่ะ

    การเขียนขอบคุณ Gratitude journal

    การเขียน Gratitude journal

    เคยสังเกตมั้ยว่า ถ้าสมองจดจ่อกับสิ่งใดก็จะเจอสิ่งนั้นมากขึ้น เช่น จดจ่อกับความทุกข์ ก็จะรู้สึกว่า ชีวิตค่อนข้างแย่ ยิ่งเราบ่น ยิ่งเป็นการสั่งสมองให้เจอแต่เรื่องเศร้าๆ ทั้งที่จริงชีวิตมีเรื่องดีๆ อยู่เยอะมาก เพียงแต่เรามองข้าม!

    หรือถ้าสนใจรถยี่ห้อ X ตอนขับรถก็จะเจอแต่รถยี่ห้อนั้น (จริงๆ รถยี่ห้อนั้นไม่ได้ผลิตเยอะขึ้นนะ!) ก็เหมือนชื่อหนังสือ “พูดเรื่องบวกเรียกโชคดี พูดเรื่องดีเรียกความสุข” ของคุณอุเอะนิชิ อะคิระ นั่นเอง

    การเขียน Gratitude journal สามารถแก้ปัญหานี้ได้ และมีวิทยาศาสตร์มารองรับด้วยว่า คนที่เขียนขอบคุณทุกวัน มีแนวโน้มจะมีความสุขมากขึ้น โดยแนะนำให้ทำเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนนอนนะคะ

    อาจเริ่มจากการเขียน 3 ข้อ (เทคนิค คือ เขียนขอบคุณแม้เป็นสิ่งเล็กๆ) ช่วงแรกๆ จะคิดไม่ค่อยออก แต่พอได้เขียนไปสักพักจะเขียนได้ง่ายขึ้น เริ่มรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ

    สิ่งนี้เป็นเหมือนการเทรนด์สมองให้โฟกัสกับสิ่งที่ดี ทำให้เรามี “เรดาห์ความสุข” ยิ้มง่ายขึ้น เพิกเฉยความทุกข์ได้มากขึ้น (ความทุกข์ไม่เหลือศูนย์ แต่จะเพิกเฉยได้ง่ายขึ้นค่ะ) ถ้าเรามีความทุกข์กับเรื่องใด ให้เขียนขอบคุณเรื่องนั้นเยอะๆ ก็จะช่วยได้มากเช่นกัน

    4 เรื่องที่สามารถเขียนขอบคุณได้ คือ

    1. เรื่องดีๆ ที่ได้รับจากคนอื่น เช่น ฟังบรรยายแล้วได้รับแรงบันดาลใจดีๆ
    2. ขอบคุณตัวเองที่ทำให้คนอื่นมีความสุข เป็นสิ่งที่เราสามารถช่วยคนอื่นได้ เช่น บริจาคเงินช่วยผู้ป่วยยากไร้ของโรงพยาบาล ช่วยสอนหนังสือให้เพื่อน
    3. ขอบคุณที่เราได้เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ เป็นการยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น ซึ่งจะเป็นความสุขแบบ Passive (ไม่ต้องลงทุน) เช่น เพื่อนโพสต์เฟซบุ๊คได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น เราก็ยินดีไปกับเขาด้วย (ความสุขแบบ Active คือ สิ่งที่เราต้องลงทุนเอง เช่น การอ่านหนังสือเยอะจนได้ที่ 1 ของห้อง)
    4. ขอบคุณที่เราได้พัฒนาตนเอง – เช่น ออกกำลังกาย 15 นาที หรือ อ่านหนังสือจบ 1 บท

    สำหรับคนที่ไม่ถนัดการเขียน อาจใช้การพูดขอบคุณหรือนึกขอบคุณในใจก็ได้นะคะ

    ทั้งพีระมิดสามสุข การสร้างแรงจูงใจภายใน และ การเขียนขอบคุณ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผ่านมรสุมชีวิตไปได้ สุดท้ายนี้ก็อยากให้คุณผู้อ่านลองนำไปปรับใช้กันนะคะ 😇

    Launch Newsletter

    อย่าลืมกด subscribe newsletter ฟรีได้ที่นี่!