Category: Economics

  • ตัดสินใจดีขึ้นได้ด้วย 14 โมเดลความคิดทางเศรษฐศาสตร์

    ตัดสินใจดีขึ้นได้ด้วย 14 โมเดลความคิดทางเศรษฐศาสตร์

    สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ Cindy 🐰 นำบทความ Economic Thinking จากคอร์ส Mini Bootcamp 2025 ของเพจ DataRockie มาฝากค่ะ

    บทความนี้จะนำเสนอเศรษฐศาสตร์ในมุมของโมเดลความคิด (Mental Model) คือ
    การทำความเข้าใจการตัดสินใจของมนุษย์ภายใต้ข้อจำกัดหนึ่งๆ

    มารู้จักกับ 14 Mental Models กันค่ะ

    1. Scarcity
    2. Opportunity Cost
    3. Production Possibility Frontier
    4. Specialization
    5. Rationality
    6. Marginal Analysis
    7. Demand vs. Supply
    8. Elasticity & Total Revenue
    9. Short vs. Long Run Thinking
    10. No Free Lunch
    11. The Attention Economy
    12. Game Theory
    13. The GDP
    14. Purchasing Power Parity

    Scarcity

    สินค้าแบรนด์หรู (Luxury Brand)

    เนื่องจากเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีไม่จำกัด

    หลายครั้งสินค้าแบรนด์หรู (Luxury Brand) มักใช้คอนเซ็ปต์เรื่อง “Scarcity” ทำให้สินค้ามีจำกัด เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าได้

    การโฆษณาสินค้าที่ต้องซื้อภายในวัน-เวลาที่กำหนดเท่านั้น (มี Sense of urgency อยู่ด้วย) ก็ใช้คอนเซ็ปต์นี้เช่นกัน

    3 คอนเซ็ปต์ Scarcity (บางครั้งก็ Scarcity ปลอมๆ) ทางการตลาด คือ

    Ending Soon

    Limited Time/Offer

    Sense of Urgency

    Need-Want-Demand

    สงสัยกันมั้ยคะว่า Need Want Demand 3 คำนี้ ต่างกันอย่างไร?

    Need คือ ความจำเป็น เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องมีเหมือนๆ กันเพื่อความอยู่รอด เช่น ปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย

    Want คือ ความอยาก เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่ละคนต้องการไม่เหมือนกัน (Subjective)

    Demand คือ Want ที่ Back up ด้วย Money อยากได้ก็ต้องมีเงินพร้อมจ่ายด้วยนะ!

    นักการตลาดสนใจที่ Want กับ Demand ค่ะ

    Opportunity Cost

    ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)

    ถ้า Cindy 🐰 มี 3 ทางเลือก คือ

    ทางเลือกที่ 1 จัด workshop สอนทำเค้กวันเกิดตามสั่ง ได้เงิน 1,000 บาท

    ทางเลือกที่ 2 รับจ้างถ่ายรูปงานรับปริญญา ได้เงิน 2,000 บาท

    ทางเลือกที่ 3 อ่านหนังสือเตรียมสอบรับราชการ (สอบ ก.พ.) สมมุติว่า ตีมูลค่าเป็นเงินได้ 3,000 บาท

    Cindy 🐰 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ดังนี้ค่ะ

    ถ้าเลือกระหว่างสอนทำเค้กหรือรับจ้างถ่ายรูป ดังนั้น Cindy 🐰 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส 3,000 บาท (จากการเลือกจะไม่อ่านหนังสือ)

    กลับกัน ถ้าเลือกอ่านหนังสือ ดังนั้น Cindy 🐰 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส 2,000 บาท (จากการไม่เลือกรับจ้างถ่ายรูป)

    จะเห็นได้ว่า ต้นทุนค่าเสียโอกาส เป็นมูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่เราไม่ได้ทำสิ่งนั้น

    ต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ทำให้ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ไม่เท่ากับต้นทุนทางบัญชีค่ะ
    (ทางบัญชีจะดูเฉพาะส่วนที่ลงบัญชีได้เท่านั้น)

    Production Possibility Frontier

    เส้นความเป็นไปได้ในการผลิต หรือ Production Possibility Frontier (PPF) บางครั้งเรียก Production Possibility Curves (PPC)

    เป็นกราฟที่อธิบายการจัดสรรทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้า 2 ชนิดโดยมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัดค่ะ เช่น

    เส้นความเป็นไปได้ในการผลิต (Production Possibility Frontier)

    จากกราฟ แกน X เป็นปริมาณแอปเปิล และแกน Y เป็นปริมาณกล้วย โดยทุกจุดบนเส้น PPF สามารถผลิตได้ทั้งหมด

    การได้อย่างเสียอย่าง (Trade off)

    Trade off คือ การต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

    จากรูปนี้ จากจุด A ไปยังจุด B คือ เราสามารถผลิตแอปเปิลมากขึ้น 100 ผล แต่จะผลิตกล้วยลดลง 80 ผล

    การผลิตกล้วยลดลง 80 ผล เป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย เพื่อให้ผลิตแอปเปิลได้มากขึ้นค่ะ

    จุด D เหนือเส้น PPF ไม่สามารถผลิตได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีทุน (Capital)

    สำหรับจุด A B และ C คือ การใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่าเพราะสามารถผลิตกล้วยกับแอปเปิลได้มากกว่านี้

    จุด D (เหนือเส้น PPF) ไม่สามารถผลิตได้ แต่ก็สามารถขยายให้เส้น PPF เลื่อนไปทางขวาเพื่อแตะจุด D ได้ ทำให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้น

    สิ่งสำคัญคือต้องมีทุน (Capital) มากขึ้นเพื่อให้ประเทศเจริญขึ้นได้ เช่น

    ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) : ที่ดิน น้ำ น้ำมัน ป่าไม้

    ทุนทางกายภาพ (Physical Capital) : โครงสร้างพื้นฐาน เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ

    ทุนมนุษย์ (Human Capital) : การศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่

    ทุนหรือสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Capital) : เงินทุน

    ทุนเทคโนโลยี (Technological Capital) : องค์ความรู้ (Know-How) ต่างๆ

    Specialization

    เนื่องจากแต่ละประเทศมีทรัพยากรและความถนัดในการผลิตสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกัน จึงทำให้มีสินค้าที่ตนทำได้ดีและมีต้นทุนการผลิตต่ำที่ต่างกัน

    เมื่อนำสินค้าเหล่านั้นมาค้าขายกับประเทศอื่นๆ ก็จะเรียกสิ่งนี้ว่า ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage)

    เมื่อแต่ละประเทศเลือกผลิตสินค้าที่ตัวเองมีจุดแข็ง มีความชำนาญ (Specialization) ก็จะเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพได้ในที่สุด

    Rationality

    มนุษย์เราเชื่อมาตลอดว่าตัวเองตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล

    แต่เมื่อ Daniel Kahneman นำเสนอทฤษฎีความคาดหวัง (Prospect Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. 2002

    ทำให้มนุษย์เริ่มรู้สึกว่า บางครั้งตัวเราก็ไม่ได้ใช้เหตุผลในการตัดสินค่ะ

    Daniel Kahneman ค้นพบว่า

    1. มนุษย์ชอบความชัวร์
      ถ้าให้เลือกระหว่าง “ได้เงิน 500 บาทชัวร์ๆ” กับ “เสี่ยงได้ 1,000 บาทหรือไม่ได้เงินเลย” คนส่วนมากมักเลือกแบบแรก
    2. ถ้าต้องเสีย ขอเสี่ยงดูก่อน
      ถ้าให้เลือกระหว่าง “เสียเงินชัวร์ๆ 500 บาท” กับ “เสี่ยงเสียเงิน 1,000 บาทหรือไม่เสียเงินเลย” คนส่วนมากมักเลือกแบบหลัง
    ทฤษฎีความคาดหวัง (Prospect Theory)

    จากทฤษฎีนี้ จะเห็นว่า

    มนุษย์เราไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และความรู้สึกของมนุษย์เมื่อต้องสูญเสียจะรุนแรงกว่าความรู้สึกตอนได้รับ

    “People are more sensitive to losses than to gains of the same magnitude.”

    เมื่อถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เงิน 1,000,000 บาท แต่ทราบข่าวภายหลังว่า โจรขึ้นบ้านสูญเงินไป 1,000,000 บาทเช่นกัน

    สถานการณ์นี้ เราจะรู้สึกเสียใจเยอะมาก ทั้งที่ถ้าคิดแบบมีเหตุมีผล เราควรจะรู้สึกเฉยๆ

    เมื่อนักการตลาดเข้าใจมนุษย์ว่าไม่ชอบเรื่องการสูญเสีย ก็นำเอา Prospect Theory นี้มาประยุกต์ใช้ด้วย เช่น

    มีไขมัน 10% (10% Fat) ❎ เลือกจะไม่พูดสิ่งนี้กับผู้บริโภค

    ไร้ไขมัน 90% (90% Fat-Free) ✅✅✅ บอกสิ่งนี้กับผู้บริโภค

    จะเห็นว่า 2 ข้อความมีความหมายเดียวกัน แต่ทางการตลาดจะบอกผู้บริโภคแบบหลังค่ะ

    Marginal Analysis

    Hot Coffee

    เมื่อคุณผู้อ่านได้ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ในฤดูหนาว อุณหภูมิติดลบ แล้วต้องเลือกสั่งเครื่องดื่มสักแก้ว มีให้เลือก 2 เมนู คือ Hot Coffee หรือ Ice Cola

    คนส่วนใหญ่เลือกจะดื่ม Hot Coffee มากกว่า เนื่องจากบริบทที่คนๆ นั้นเผชิญอยู่มีผลต่อการตัดสินใจด้วยค่ะ

    กลับกัน ถ้าเป็นบริบทประเทศไทยในฤดูร้อน คนส่วนใหญ่จะเลือก Ice Cola มากกว่าค่ะ

    Utility กับ Cost - คุ้มค่า

    การดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ สักแก้วในวันที่อากาศหนาวได้รับความพึงพอใจหรืออรรถประโยชน์ (Utility) มากกว่าการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ค่ะ (สมมุติว่าเครื่องดื่มราคาเท่ากัน)

    Marginal Analysis เป็นคอนเซปต์พื้นฐานของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่สนใจเกี่ยวกับ Next unit สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำในช่วงเวลาถัดไป

    คล้ายๆ กับการเล่นหมากรุก การเดินหมากครั้งถัดไปของเราก็จะต้องประเมินหมากบนกระดานเสียก่อน เพื่อหา the best option สำหรับเรา

    Utility กับ Cost - ไม่คุ้มค่า

    หาก Utility ต่ำกว่า Cost หมายถึง ต้นทุนของเครื่องดื่มสูงกว่าอรรถประโยชน์ที่ได้กลับมา (เงินที่จ่ายไม่คุ้มกับความพึงพอใจ) ดังนั้น ทางเลือกถัดไปที่จะทำ อาจเป็น…

    สั่งเครื่องดื่มเมนูอื่นๆ หรือ ตัดสินใจเดินออกจากร้าน

    คุณผู้อ่านเคยสงสัยมั้ยว่า ทำไม “น้ำ” (จำเป็นต่อร่างกาย) ถึงราคาถูก และ “เพชร” (ใช้เป็นเครื่องประดับ) ถึงราคาแพง

    เรียกปรากฎการณ์นี้ว่าเป็น Water-Diamond Paradox

    ในมุมของ Marginal Analysis การตัดสินใจเลือกสิ่งใดขึ้นกับบริบทตอนนั้นๆ ด้วย

    ถ้าผู้ตัดสินใจ (Decision maker) หลงในทะเลทราย อากาศร้อนๆ ก็จะเลือก “น้ำ” กลับกัน ถ้ากำลังจะขอแฟนสาวแต่งงานก็จะเลือก “เพชร” ค่ะ

    Demand vs. Supply

    Equilibrium คือ จุดที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงราคากันได้

    Demand คือ ความต้องการซื้อ เกิดจากฝั่งลูกค้า (Slope เป็นลบสำหรับสินค้าทั่วไป)

    Supply คือ ความต้องการขาย เกิดจากฝั่งผู้ผลิต (Slope เป็นบวกสำหรับสินค้าทั่วไป)

    Equilibrium คือ จุดที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงราคากันได้

    ราคาสินค้าอยู่สูงกว่าราคาตลาด เกิดเป็น Excess Supply

    ถ้าราคาสินค้าอยู่สูงกว่าราคาตลาด จะเกิด Excess Supply คือ ผู้ผลิตอยากขายแต่ลูกค้าไม่อยากซื้อเพราะสินค้าราคาแพง สินค้าจึงเหลือค้างสต๊อก

    วิธีแก้ปัญหานี้ คือ ลดราคาสินค้าให้ลูกค้าอยากซื้อมากขึ้น จนสุดท้ายกลไกตลาดจะปรับราคากับปริมาณซื้อให้กลับเข้าสู่จุดดุลยภาพ (Equilibrium)

    เรียกสิ่งนี้ว่า มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) จากหนังสือ The Wealth of Nation ของ Adam Smith บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ นั่นเอง

    ราคาสินค้าอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด เกิดเป็น Excess Demand

    กลับกัน ถ้าราคาสินค้าอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด จะเกิด Excess Demand คือ ลูกค้าอยากซื้อสินค้าเพราะราคาถูก แต่ผู้ผลิตมีสินค้าจำนวนจำกัด

    ดังนั้น ผู้ผลิตจึงตัดสินใจปรับราคาสินค้าขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะกลับเข้าสู่จุดดุลยภาพตามทฤษฎีมือที่มองไม่เห็นเช่นเดียวกันค่ะ

    Elasticity & Total Revenue

    Elastic vs Inelastic

    Elasticity เป็นการวัดความยืดหยุ่นเพื่อดูว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าแล้วปริมาณการซื้อขายจะเปลี่ยนเท่าไหร่? โดยมีสมการ คือ

    TR = P X Q

    TR = Total Revenue

    P = Price

    Q = Quantity

    จากรูปจะเห็นว่า ด้านบนของเส้น Demand จะมีความยืดหยุ่นสูง (Elastic) ในขณะที่ด้านล่างจะยืดหยุ่นต่ำ (Inelastic)

    เมื่อ Demand ยืดหยุ่นสูง ให้ลดราคาสินค้า เพื่อจะได้ Revenue เพิ่มขึ้น

    เมื่อ Demand ยืดหยุ่นต่ำ ให้ขึ้นราคาสินค้า เพื่อจะได้ Revenue เพิ่มขึ้น

    Short vs. Long Run Thinking

    สำหรับ 3 ค่ายมือถือในประเทศไทย คือ DTAC AIS TRUE เรียกว่าเป็น ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly Market)

    การควบรวมกันของ TRUE กับ DTAC จนเหลือผู้เล่นเพียง 2 ราย ทำให้การแข่งขันลดลงและผู้เล่นที่เหลือสามารถกำหนดราคาได้มากขึ้น

    หากค่ายมือถือบริษัทใดลดราคา จะทำให้เกิดผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว คือ

    ระยะสั้น (Short Run) : เพิ่มยอดขายและกำไรมากขึ้น

    ระยะยาว (Long Run) : สงครามราคา (Price War) และนำไปสู่กำไรที่ลดลงของทุกบริษัท สรุปคือทุกคนเจ็บหมด โอ้ย! แง 😣

    ปกติแล้วตลาดลักษณะนี้มักจะไม่สู้กันด้วยราคาแต่จะแข่งกันเรื่องสิทธิพิเศษอื่นๆ ค่ะ 🙂

    Supply shift ขวา กำไรเริ่มลดลง

    เมื่อเริ่มขายสินค้าใดแล้วมี “กำไร”

    “กำไร” ก็จะดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น และเมื่อมีคนขายสินค้าชนิดเดียวกันมากขึ้น (More Supply) กำไรของแต่ละคนจะเริ่มลดลงๆ

    จนในที่สุดจะไม่มีใครมีกำไรเลย!

    แม้ว่าระยะสั้น (Short Run) จะมีกำไรก็จริงแต่ระยะยาว (Long Run) กำไรจะดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ค่ะ

    นอกเสียจากว่าจะมีกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่ไม่สามารถเข้ามาในตลาดได้ง่ายๆ เพราะเจอการกีดกันทางการค้า เช่น การจดลิขสิทธิ์ หรือ ต้องใช้เงินลงทุนสูง

    No Free Lunch

    No Free Lunch โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี

    There’s no free lunch. ข้าวเที่ยงไม่ได้กินฟรี แม้ว่าจะมีคนเลี้ยงข้าวเราก็ตาม!

    นี่เป็นคำพูดของ Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่พูดถึงการได้อย่างเสียอย่าง ทุกอย่างมีสิ่งที่ต้องแลก (Trade off)

    Everything has price. โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี…ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย

    เช่น คอร์สเรียน Mini Bootcamp 2025 นี้ แม้ทางเพจจะเปิดให้ลงทะเบียนและเรียนฟรี แต่ผู้เรียนต้องจ่ายด้วยเวลาที่มี

    เหมือนที่คุณ Richard P. Feynman กล่าวไว้ว่า “Knowledge isn’t free. You have to pay attention.” (เวลากับ attention คือสิ่งเดียวกัน)

    การเล่น Social Media เช่น Facebook TikTok แม้จะฟรี (ไม่ได้จ่ายด้วยเงิน) แต่เมื่ออยู่ใน Platform นั้นๆ ตัวเราก็จะถูกขายข้อมูลและเวลาให้กับผู้ลงโฆษณา

    Platform ที่ดึงเวลาจากลูกค้าได้มาก ก็จะทำเงินจากลูกค้าได้มากเช่นกัน

    จะพบว่า Platform เหล่านี้เก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าไปทำการตลาดเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing) เพื่อให้แบรนด์นำเสนอสินค้าที่ตรงใจลูกค้าและสร้างยอดขายให้แบรนด์มากขึ้นได้

    สำหรับประเทศสวีเดน แม้จะมีรัฐสวัสดิการให้มากมาย แต่ก็ต้องแลกมากับภาษีที่สูงมาก

    The Attention Economy

    human attention as a scarce resource ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ขึ้นกับว่าเราจะ focus กับกิจกรรมใดๆ

    Attention เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ผู้ที่ปกป้อง Attention ตัวเองได้ ไม่ถูก Platform ต่างๆ กลืนกินไปก่อน ก็จะใช้เวลาในแต่ละวันได้คุ้มค่ามากขึ้นค่ะ

    Game Theory

    ทฤษฎีเกม (Game Theory) เป็นทฤษฎีที่อธิบายการตัดสินใจของคู่แข่ง ถ้าเขาทำสิ่งนี้แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไร โดย John Nash นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. 1994

    ทฤษฎีเกม ประกอบด้วย 5 สิ่งนี้ คือ

    ผู้เล่น (Players) อย่างน้อย 2 ฝ่าย

    การตัดสินใจเชิงกลยุทธ (Strategies) เป็น action ที่ผู้เล่นแต่ละคนสามารถทำได้

    ผลลัพธ์ของเกม (Payoffs)

    Rationality โดยผู้เล่นแต่ละคนต้องการให้ตนได้ประโยชน์มากที่สุด และเสียผลประโยชน์ให้น้อยที่สุด

    Equilibrium เป็น stable state ของการตัดสินใจของผู้เล่นร่วมกัน

    ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma) สามารถอธิบายโดยใช้ทฤษฎีเกมได้ คือ ในสถานการณ์ที่มีนักโทษ 2 คน ถูกจับแยกห้องเพื่อสอบสวน

    นักโทษแต่ละคนจะมี 2 action คือ สารภาพ (Confess) หรือ ปิดปากเงียบ (Remain Silent) ก็ได้

    ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma)

    จากรูป ตัวเลขในวงเล็บ คือ จำนวนปีที่ต้องติดคุกของนักโทษแต่ละคน ด้านหน้าเป็นของนักโทษ A ด้านหลังเป็นของนักโทษ B และเครื่องหมายลบแทนการติดคุกค่ะ

    ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma) - นักโทษ A

    สมมุติว่า เราเป็นนักโทษ A (Player A) แล้วลองมองสิ่งที่นักโทษ B (Player B) สามารถทำได้

    ถ้านักโทษ B สารภาพ เพราะฉะนั้น นักโทษ A ควรจะสารภาพด้วย (ติดคุกเพียง 5 ปี)

    ถ้านักโทษ B ปิดปากเงียบ เพราะฉะนั้น นักโทษ A ควรจะสารภาพ (ไม่ติดคุก)

    จะเห็นได้ว่า ไม่ว่านักโทษ B จะ action แบบใด สำหรับนักโทษ A แล้วนั้น การเลือกที่จะสารภาพเป็น The best strategy กลยุทธ์ที่ดีที่สุด!

    ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma) - นักโทษ B

    ในทางกลับกัน สมมุติว่า เราเป็นนักโทษ B (Player B) แล้วลองมองสิ่งที่นักโทษ A (Player A) สามารถทำได้

    ถ้านักโทษ A สารภาพ เพราะฉะนั้น นักโทษ B ควรจะสารภาพด้วย (ติดคุกเพียง 5 ปี)

    ถ้านักโทษ A ปิดปากเงียบ เพราะฉะนั้น นักโทษ B ควรจะสารภาพ (ไม่ติดคุก)

    จะเห็นได้ว่า ไม่ว่านักโทษ A จะ action แบบใด สำหรับนักโทษ B การเลือกที่จะสารภาพเป็น The best strategy กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเช่นเดียวกัน!

    ทฤษฎีความลำบากใจของนักโทษ (The Prisoner’s Dilemma) - Nash Equilibrium

    สำหรับ Nash Equilibrium ก็คือ จุดที่ทั้งคู่ยอมรับสารภาพค่ะ

    ทฤษฎีนี้สามารถนำมาประยุกต์ทางธุรกิจได้ เช่น มีบริษัท 2 บริษัทที่เดิมทีเป็นคู่แข่งกัน

    มี 2 action คือ ควบรวมบริษัทหรือจะแยกเป็น 2 บริษัทที่สู้กันเหมือนเดิม แล้วดูผลลัพธ์ว่า Market Share เป็นอย่างไร

    หรือในกรณีที่ร้านค้าประเภทเดียวกันมักตั้งอยู่ละแวกเดียวกัน (แบบนี้ก็แย่งลูกค้ากันมั้ย?!)

    สิ่งนี้ก็อธิบายด้วยทฤษฎีเกมเช่นกัน สมมุติว่าร้านขายขนม A ตั้งอยู่หัวถนน ส่วนร้านขายขนม B ตั้งอยู่อีกฟากนึงของถนนสายเดียวกัน

    กาารตั้งร้านลักษณะนี้ ถ้าลูกค้าเดินมาจากหัวถนนก็จะเจอร้านขนม A ในขณะที่ลูกค้าอีกคนที่เดินมาจากอีกฟากจะเจอร้านขนม B ทำให้ลูกค้าทั้งสองมีโอกาสเข้าร้านที่ตนเจอก่อนได้

    ดังนั้น การตั้งร้านเช่นนี้ ทำให้ไม่สามารถเจอกลุ่มเป้าหมายได้ทั้งหมด

    ในทางตรงกันข้าม หากร้านขายขนมทั้งคู่อยู่ใกล้ๆ กัน เวลาที่ลูกค้ามาเจอ 2 ร้านนี้พร้อมกัน ก็จะทำให้ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันอีกเลย

    ทฤษฎีเกมจะเรียกสิ่งนี้ว่า Nash Equilibrium นั่นเองค่ะ

    The GDP

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) เป็นการดูมูลค่าสินค้าและบริการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็นับรวมทั้งหมด – What is made here in Thailand)

    ในขณะที่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Product (GNP) เป็นการดูมูลค่าการผลิตทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยคนไทย (ไม่ว่าคนไทยคนนั้นจะอยู่ที่ใดบนโลกก็ตาม – What is made by us)

    Total GDP (Y2025)

    GDP = SUM (P X Q)

    GDP = Gross Domestic Product

    P = Price

    Q = Quantity

    จากสูตร GDP = Price X Quantity (ก็คือ TR นั่นเอง!)

    ดังนั้น Total GDP จะเป็นผลรวมของ Revenue ค่ะ

    Total GDP (Y2026) - Price Rises

    ข้อควรระวังในการคำนวณ GDP (หมายถึง Nominal GDP) คือ หากราคาสินค้า (Price) เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณ (Quantity) การผลิตสินค้าเท่าเดิม

    ผลลัพธ์คือจะทำให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นได้! แต่ GDP ที่สูงขึ้นนี้ ไม่ได้หมายความว่าประเทศเจริญขึ้นแล้ว แต่หมายถึง ราคาสินค้าสูงขึ้น (เงินเฟ้อ หรือ Inflation)

    ดังนั้นเราจึงมักดู Real GDP ควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะใช้ราคาสินค้าของปีฐาน (the base year) มาคำนวณด้วย

    Total GDP (Y2026) - No Change

    จากรูป หากคำนวณ Real GDP โดยใช้ปี 2025 เป็นปีฐาน ดังนั้น Total GDP ในปี 2026 จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย (Real GDP เท่าเดิม ประเทศไม่ได้โตขึ้นเลย)

    More Food (Q) is Better!

    ในทางกลับกัน ถ้าปริมาณการผลิตเพิ่มมากขึ้น (Q เพิ่มขึ้น) ก็คือคนในประเทศได้บริโภคสินค้ามากขึ้นค่ะ! 🙂

    Purchasing Power Parity

    ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ หรือ Purchasing Power Parity (PPP)

    เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการเปรียบเทียบมูลค่าของเงินที่ต่างกันโดยปรับให้เหมาะสมกับอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ

    ตัวอย่างเช่น หากต้องการซื้อคอร์สเรียนของต่างประเทศแต่เราเป็นคนไทย

    เราก็สามารถทำเรื่องเพื่อขอ PPP ปรับราคาค่าคอร์สเรียนให้เข้ากับอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทยได้ด้วย (ราคาคอร์สเรียนถูกลงนั่นเอง เย้!)

  • เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในการตัดสินใจของมนุษย์

    เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในการตัดสินใจของมนุษย์

    สวัสดีค่ะ Cindy 🐰 ได้ฟังบรรยาย Behaviour Economics ของคุณทอย กษิดิศ สตางค์มงคล วันนี้จึงถือโอกาสมา share สิ่งที่ได้เรียนรู้ ให้ทุกท่านได้อ่านนะคะ

    มนุษย์ใช้อะไรตัดสินใจทำหรือไม่ทำกิจกรรมหนึ่งๆ เพราะอะไร? มาหาคำตอบกันค่ะ

    เด็กนักเรียนหญิงในห้องน้ำของโรงเรียน
    เด็กนักเรียนหญิงในห้องน้ำของโรงเรียน

    เหตุการณ์ที่ 1 : เด็กนักเรียนสาวของโรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังจากที่แต่งหน้าทาปาก เวลาเข้าห้องน้ำก็มักจะจูบกระจกเพื่อบอกเป็นนัยว่าได้มาที่นี่แล้ว

    แม้เด็กๆ จะถูกทำโทษแต่เหตุการณ์เช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

    ในที่สุด ครูใหญ่ก็เรียกเด็กกลุ่มนั้นเข้าห้องน้ำพร้อมกัน ชี้แจงถึงความยากลำบากในการทำความสะอาด แล้วให้พี่ภารโรงเอาไม้ม็อบจุ่มน้ำในชักโครกขึ้นมาเช็ดกระจกที่เด็กๆ จูบ

    หลังจากวันนั้น…ไม่มีเด็กนักเรียนสาวคนใด กล้าทำพฤติกรรมเดิมอีกเลย!

    โครงการ Redemption Through Reading ให้นักโทษเลือกอ่านหนังสือเพื่อลดโทษ
    โครงการ Redemption Through Reading ให้นักโทษเลือกอ่านหนังสือเพื่อลดโทษ

    เหตุการณ์ที่ 2 : เรือนจำประเทศบราซิล พบว่า นักโทษที่พ้นโทษไปแล้วมักกลับมาติดคุกอีกในภายหลัง จึงได้เริ่มโครงการ Redemption Through Reading ขึ้น

    การเข้าร่วมโครงการ คือ ให้นักโทษเลือกอ่านหนังสือได้ 1 เล่มต่อเดือน แล้วเขียนเรียงความส่งให้อาจารย์ตรวจ ถ้าสอบผ่านจะลดโทษได้ 4 วัน

    ทำครบ 1 ปี จะอยู่เรือนจำน้อยลง = 12 X 4 = 48 วัน หรือ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง

    นักโทษที่เข้าร่วมโครงการนี้กลับเข้าคุกน้อยลง การอ่านทำให้โลกของพวกเขากว้างขึ้น มีหลายสิ่งน่าทำกว่าการติดยาเสพติด การวิ่งราวขโมยของ หรือ สิ่งที่เขาเคยทำผิดมา

    พิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษพบปัญหาคนเดินขึ้นชั้นบนน้อยมาก
    พิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษพบปัญหาคนเดินขึ้นชั้นบนน้อยมาก

    เหตุการณ์ที่ 3 : พิพิธภัณฑ์ประเทศอังกฤษ พบว่า มีคนเดินขึ้นชั้นบนสุดน้อยมาก ส่วนใหญ่คนจะเดินกันแค่ชั้น 1-2 เท่านั้น

    ทางพิพิธภัณฑ์เลยแก้ปัญหานี้ด้วยการติดบันไดเลื่อนขึ้นไปชั้นบนสุด

    หลังจากที่ติดบันไดเลื่อน พบว่า จำนวนคนที่ขึ้นไปชั้นบนของพิพิธภัณฑ์มีเยอะขึ้น ผู้คนรู้สึกว่า การเดินลงง่ายกว่าการเดินขึ้นเยอะเลย

    จะเห็นว่า ทั้ง 3 เหตุการณ์ คนเหล่านั้นยังคงมีสิทธิในการเลือก (เลือกที่จะจูบหรือไม่จูบกระจก/จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมโครงการ/จะเดินขึ้นชั้นบนหรือเดินลงบันไดเลื่อน)

    นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะใส่ Incentive หรือ สิ่งกระตุ้น เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น เรียกสิ่งนี้ว่า “Choice Architecture”

    กฎ 4 ข้อของ Choice Architecture คือ

    1. Keep all choices : มีตัวเลือกเหมือนเดิม
    2. Free to choose : มีสิทธิเลือกได้เหมือนเดิม
    3. Redesign the interface : เป็นการออกแบบพฤติกรรม (Behavioral Design) นำเสนอทางเลือกใหม่ให้ผู้คนได้เลือก
    4. Lead to a better life : ทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นจากสิ่งที่เลือก (Small change can lead to big impact.)
    การตัดสินใจของมนุษย์มี 2 ระบบ คือ Autopilot (System 1) และ Pilot (System 2)
    การตัดสินใจของมนุษย์มี 2 ระบบ คือ Autopilot (System 1) และ Pilot (System 2)

    ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ของ Daniel Kahneman ได้แบ่งการตัดสินใจของมนุษย์เป็น 2 ระบบ ซึ่งทำงานร่วมกันตลอดเวลา คือ

    ระบบ Fast : Autopilot หรือ System 1

    ระบบ Slow : Pilot หรือ System 2

    Autopilot หรือ System 1 คล้ายระบบที่เครื่องบินขับเองได้แบบอัตโนมัติ คือ ระบบนี้สมองจะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ไม่คิดเยอะ (อาจผิดพลาดได้) และเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    ระบบนี้จำเป็นต้องผ่านประสบการณ์มามากพอ (Need Time to Develop) เหมือนที่นักธุรกิจมืออาชีพมี Gut Feeling ในการตัดสินใจ

    Pilot หรือ System 2 คล้ายระบบที่กัปตันต้องควบคุมเครื่องบินเองในช่วงที่สภาพอากาศไม่ดีนัก

    ระบบนี้สมองจะค่อยๆ คิดไตร่ตรอง ทำให้คนมีตรรกะดีขึ้นมาก ควบคุมได้ แต่ระบบนี้สมองต้องใช้พลังงานเยอะมากๆ

    เมื่อเทียบระบบทั้งสอง จะพบว่า System 2 รับข้อมูลได้น้อยกว่า System 1 คือ เปรียบเสมือนหนวดปลาหมึก 4-5 หนวดเท่านั้น

    หากต้องจำเบอร์โทรศัพท์ที่ซื้อมาใหม่ แนะนำให้ทำ “Chunking” ดังนี้

    0991110000 => 099-111-0000

    เห็นมั้ยว่า วิธีการนำเสนอที่ดี จะช่วยให้เราจำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น 🙂

    It’s not just what, but how you present it. Become a choice architect.

    System 2 ยัง Burn Energy เยอะมาก ดังนั้นหากเราพูดไม่รู้เรื่อง สมองของคนรับสารจะ Shut down เลือกจะไม่ฟัง เพื่อให้ไม่ Burn Energy เยอะไปกว่านี้

    ผู้ทดลองใช้ครีม (System 1 & 2 ทำงานร่วมกัน)
    ผู้ทดลองใช้ครีม (System 1 & 2 ทำงานร่วมกัน)

    ในเชิงการตลาด หากเราให้ผู้คนทดลองใช้ครีมตัวเดียวกัน แต่เปลี่ยนภาชนะบรรจุ พบว่า อาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างจากเดิม เนื่องจากสมองทั้งสองระบบทำงานร่วมกันตลอดเวลา

    เมื่อผู้ทดลองบอกว่าเนื้อครีมเป็นอย่างไร (ตอบด้วย System 2) ขณะเดียวกันนี้ System 1 (Subconscious) ก็จะดูที่ภาชนะบรรจุ ชื่อแบรนด์ ด้วยว่าเป็นอย่างไร

    ดังนั้น การเปลี่ยนกระปุกครีมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ!

    เมื่อเจอเหตุการณ์เดิมซ้ำๆ สมองจะเกิดการเชื่อมโยง concept เข้าไปที่สินค้าหรือสิ่งๆ นั้นเรียกกระบวนการนี้ว่า “Associative Learning” เช่น

    กาแฟ ⇒ Productivity

    อาหารที่อร่อย ⇒ ไม่ดีต่อสุขภาพ

    เวลาหิว ⇒ กินกล้วย

    “Familiarity Breeds Affinity”

    ความคุ้นเคย…จะทำให้ชอบสิ่งนั้นขึ้นเรื่อยๆ ในทางการตลาดได้นำมาใช้ เช่น น้ำอัดลมที่เป็นแบรนด์เบอร์ 1 ในใจของคนไทย (Top of Mind) ก็มักจะนึกถึง Coke

    แบรนด์ที่เป็น Top of Mind นี้จะ Strong มาก สมองที่เป็น System 1 จะคิดว่าเป็นสินค้าที่ดี เลือกซื้อแบรนด์นั้นได้ง่าย ไม่คิดเยอะ

    กลับกัน ถ้าเป็นแบรนด์ที่ไม่รู้จัก System 2 จะเริ่มทำงาน และ…คิดเยอะมาก!

    นี่จึงเป็นข้อได้เปรียบของ Strong Brand

    หรือการที่เรากด Like กด Share น้องหมูเด้งใน Facebook ก็เพราะเราเห็นคนอื่นทำกัน (มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ชอบทำตามๆ กัน) นี่คือ “Social Proof”

    ทั้งที่จริงตัวเราอาจมองเป็นแค่ฮิปโปตัวนึง ไม่ได้ชอบน้องมากขนาดนั้น!

    ดังนั้น หากเราหยุดคิดสักนิด ใช้เวลาไตร่ตรองมากขึ้น ไม่ปล่อยให้สมอง System 1 นำความคิด จะทำให้ตัวเราตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้น 🙂

    การเปลี่ยน packaging ใหม่ แล้วลูกค้าจำไม่ได้ ทำให้ยอดขายสินค้าตก!
    การเปลี่ยน packaging ใหม่ แล้วลูกค้าจำไม่ได้ ทำให้ยอดขายสินค้าตก!

    “Our eyes are Not the Camera”

    ตาเราไม่ใช่กล้องถ่ายรูป จึงเห็นชัดแค่จุดที่มอง (แค่เม็ดถั่วเท่านั้น) ดังนั้นการทำ Branding แม้ภาพจะไม่ชัด แต่คนยังต้องจำแบรนด์เราได้ เพื่อให้ไม่เสียโอกาสการขาย

    เช่น น้ำผลไม้ยี่ห้อ Tropicana

    เปลี่ยน packaging ใหม่ ⇒ ไม่เห็น Tropicana วางบนชั้น ⇒ ยอดขายตก!

    นักการตลาดมักเชื่อว่า “Attitude” drive “Behavior” คือ ต้องชอบก่อน ลูกค้าจึงจะซื้อสินค้า แต่มันเกิดตรงข้ามกันได้ คือ “Behavior” drive “Attitude”

    “ยิ่งเราทำสิ่งใดเยอะ…เราจะยิ่งชอบสิ่งนั้น”

    เช่น ทัศนคติในการอ่านหนังสือ “Read what you love, until you love to read” ช่วงแรกอาจจะยังไม่รักการอ่าน แต่เมื่อเริ่มอ่านสิ่งที่ชอบ วันนึงก็จะรักการอ่านได้

    “Reward – Pain Greater Than Zero”

    นี่คือ สมการในการตัดสินใจของมนุษย์

    ถ้าสมองประเมินแล้วว่า กิจกรรมนั้นน่าทำ แสดงว่า Reward เยอะกว่า Pain

    กลับกัน ถ้า Pain เยอะกว่า Reward สิ่งนั้นจะไม่น่าทำเลย…ขาดทุน!

    กาแฟซิกเนเจอร์…พร้อมประสบการณ์ระดับโลก
    กาแฟซิกเนเจอร์…พร้อมประสบการณ์ระดับโลก

    ใน TEDx Talks “พลิกมุมคิด…ชีวิต Take Off” ของอาจารย์เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งไปทานกาแฟที่โรงแรมโอเรียลเต็ล

    กาแฟซิกเนเจอร์ 390 บาทต่อแก้ว

    พอเห็นราคา ตัวอาจารย์รู้สึกตกใจ (แพงมากกก!) แต่เมื่อน้องพนักงานให้ข้อมูลเพิ่มเติม

    • เป็นกาแฟอิตาลี หาทานยาก เหลือแก้วสุดท้าย!
    • โต๊ะที่นั่งอยู่คือโต๊ะเดียวกับที่ ไมเคิล แจ๊คสัน เคยนั่ง
    • ระเบียงของโรงแรมนี้เป็นที่รักของพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 แห่งรัสเซีย
    • วิวตึกคู่แม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นชื่อว่าเป็นวิวสวยที่สุดในโลก!

    สิ่งที่โรงแรมมอบให้จึงเป็นประสบการณ์ระดับโลก…ราคา 390 บาท ถูกไปเลย!

    ช่วงแรก ก่อนที่น้องพนักงานจะให้ข้อมูล กาแฟ 390 บาทแพงมาก (Pain เยอะมากๆ) แต่เมื่อทราบประสบการณ์ที่จะได้รับ Reward จึงสูงกว่า Pain ราคานี้จึงไม่แพงเลย

    ถ้าเราอยากเปลี่ยนพฤติกรรมของคนใดคนหนึ่ง ให้เรามั่นใจว่า สิ่งที่เขาจะได้รับต้องมากกว่าสิ่งที่ต้องเสียไป คือ Maximize Reward, Minimize Pain

    Steve Jobs เปิดตัว iPad ด้วยหลัก “Price Anchoring”
    Steve Jobs เปิดตัว iPad ด้วยหลัก “Price Anchoring”

    ตอนที่ Steve Jobs เปิดตัว iPad รุ่นแรก เขาบอกว่า จะเปิดตัวที่ราคาต่ำกว่า $1000 ทุกคนต่างก็เดากัน $999 $899 หรือ $799 จนในที่สุดก็เปิดตัวที่ราคา $499

    นี่คือ “Price Anchoring” คล้ายราคาสมอที่ปักในใจลูกค้า ลูกค้าจะเอาราคาที่เดาไว้ตอนแรก ($999/$899/$799) มาเทียบกับ $499 จึงรู้สึกว่า ราคานี้ถูกกว่าที่คิดไว้

    แต่หากใช้ System 2 คิดแบบมีเหตุผล ราคา $499 นี้สามารถซื้อสินค้าอื่นแทนได้ เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ทั้งยังได้กระเป๋า เม้าส์ และอื่นๆ เสริมให้ทำงานสะดวกขึ้นด้วย

    การออกกำลังกาย : Pain เกิดทันที แต่ Reward ต้องรอหลายเดือน
    การออกกำลังกาย : Pain เกิดทันที แต่ Reward ต้องรอหลายเดือน

    ทำไมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีมักไม่ค่อยไม่ได้ผล?

    หากวันนี้เราออกกำลังกาย Pain จะเกิดขึ้นวันนี้เลย (ปวดแขน ปวดขา อดกินของทอดๆอร่อยๆ) แต่ถ้ามีวินัยทำต่อไปเรื่อย 3-4 เดือนข้างหน้า จึงจะเริ่มเห็น Reward

    การเข้าเว็บไซต์เพื่อสั่งซื้อของ แล้วเจอปุ่ม Buy Now ก็คือ การลดต้นทุนพฤติกรรม พอกดสั่งซื้อได้ง่ายในไม่กี่คลิก Pain ในการซื้อสินค้าลดลง เราจึงเสียเงินซื้อของได้ง่ายขึ้น

    หนึ่งในเทคนิคการปิดการขาย คือ การทำให้ลูกค้าตอบ “Yes” อย่างน้อย 3 ครั้ง

    เพราะการตอบ “Yes” แต่ละครั้ง คือ การลด Pain ลงมาเรื่อยๆ จนในที่สุด ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าที่เรานำเสนอ

    ตัวอย่างคำถาม เช่น

    [1] ได้จินตนาการเห็นตัวเองใช้สินค้าชนิดนี้หรือไม่

    [2] เมื่อใช้สินค้านี้แล้ว ปัญหาถูกแก้จริงหรือไม่

    [3] มีงบในการซื้อสินค้านี้หรือไม่

    เป็นอย่างไรบ้างคะทุกท่าน สุดท้ายแล้ว สมการเดียวที่มนุษย์เราใช้ตัดสินใจที่จะทำสิ่งต่างๆ หรือไม่ คือ “Reward – Pain Greater Than Zero”

    เราอยากจะ Maximize Reward, Minimize Pain

    วันนี้ Cindy 🐰 ขอลาไปก่อน และ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะได้ความรู้จากบทความนี้ไม่มากก็น้อยค่ะ 😇